ผู้คนในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนโจทย์การโต้เถียงข้อใหม่ จากเดิมเรื่อง "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" หรือ "เลือกตั้งก่อนแล้วค่อยปฏิรูป"
มาเป็น "เราควรสนับสนุนการรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหาการเมืองที่ฝ่ายการเมืองแก้กันไม่ได้" หรือ "เราควรต่อต้านการรัฐประหารทุกกรณี"
ผ่านการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาเพียง 3-4 วัน เริ่มมีการรวมตัวชุมนุมของกลุ่มคน "ไม่เอารัฐประหารทุกกรณี" บ้างแล้ว แม้จะยังเป็นกลุ่มคนจำนวนไม่มาก แต่ก็นัดชุมนุมกันหลายที่ ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งมีโอกาสขยายวง-ขยายแนวคิดให้กว้างขวางออกไปได้เหมือนกัน
เห็นได้ชัดว่าการรัฐประหารไม่ได้ทำให้ปัญหาในบ้านเมืองจบลงได้ทันที เหมือนทะเลาะๆ กันอยู่แล้วนอนหลับไป ตื่นขึ้นมาทุกอย่างสงบสวยงาม ซึ่งจะว่าไปก็ไม่มีรูปแบบการปกครองใดทำได้เหมือนฝันแบบนั้น
การให้เหตุผลทั้งของ "กลุ่มต้านรัฐประหาร" และ "กลุ่มสนับสนุนทหาร" ค่อนข้างแหลมคมและน่าสนใจ ฝ่ายต้านรัฐประหารนั้นอธิบายง่าย และมีแนวร่วมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือประเทศในสหภาพยุโรป รวมถึงยูเอ็นหรือองค์การสหประชาชาติ ฯลฯ นั่นก็คือไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงนอกวิถีทางประชาธิปไตยอย่างเด็ดขาด
โดยสิ่งที่ถูกหยิบมาเป็น "สัญลักษณ์" ของวิถีทางประชาธิปไตยที่ว่าก็คือ "การเลือกตั้ง"
เมื่อไม่มีการเลือกตั้ง ฝ่ายต้านรัฐประหารก็ต่อว่าฝ่ายที่ทำให้ไม่มีเลือกตั้งว่า ต้องการกระบวนการนอกรัฐธรรมนูญและไม่เป็นประชาธิปไตย ยิ่งเมื่อเกิดการประกาศกฎอัยการศึก และยกระดับขึ้นเป็นการยึดอำนาจโดย คสช. ยิ่งถูกต้านหนักขึ้นว่าเป็นเผด็จการ
ฝ่ายต้านรัฐประหารที่ไม่ยึดหลักการแบบหัวชนฝามากนัก ให้เหตุผลประกอบว่า เพราะพวกเขาเชื่อว่าการรัฐประหารไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการเมืองหรือปัญหาบ้านเมือง แต่จะยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหา
ส่วนกลุ่มที่สนับสนุนทหาร ดูจะอธิบายเหตุผลยากกว่า เพราะค่อนข้างซับซ้อน กล่าวคือ คนส่วนใหญ่ในฝ่ายนี้คงไม่ได้อยากให้มีการรัฐประหาร แต่เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ที่ผ่านมารัฐบาลเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม ไม่สนใจเสียงข้างน้อย และยังมีนโยบายสำคัญต่างๆ ในลักษณะประชานิยมที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับสถานะความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่กลับไม่มีกระบวนการภายใต้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญจัดการได้อย่างทันท่วงที ทำให้คนกลุ่มนี้หวังพึ่งการรัฐประหาร
ในความรู้สึกของฝ่ายที่สนับสนุนทหาร มักเห็นว่าฝ่ายการเมืองหรือนักการเมืองเป็นกลุ่มคนที่ทำลายชาติ มุ่งแต่ผลประโยชน์เฉพาะตนเฉพาะกลุ่ม และมักลุแก่อำนาจ ฉะนั้นการใช้พลังอำนาจของกองทัพเพื่อ "หยุดการใช้อำนาจ" ของนักการเมืองเป็นการชั่วคราว จึงเหมือนเป็นกลไกถ่วงดุลการทำงานของฝ่ายการเมืองอีกที
นี่คือการปะทะกันของเหตุผล 2 ฝ่ายที่คงสรุปยากว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด หรือหากแม้นมี "กรรมการ" ก็คงชี้ยากว่าเหตุผลของฝ่ายใดมีน้ำหนักกว่า หรือใครเป็นต้นตอของปัญหา ระหว่าง "นักการเมือง" กับ "นักยึดอำนาจ"
เพราะฝ่ายต้านรัฐประหารก็บอกว่า การเมืองเป็นเรื่องของการเรียนรู้ ไม่มีทางลัด ต้องปล่อยให้ระบบประชาธิปไตยได้ทำหน้าที่ของตัวเอง แล้ววันหนึ่งประชาชนจะไม่ตกเป็นทาสของนักการเมืองเหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนการแก้ปัญหาด้วยการปฏิวัติรัฐประหารนั้น เป็นการแก้เฉพาะหน้า แต่ไม่ยั่งยืน
ส่วนฝ่ายสนับสนุนทหารก็บอกว่า ถ้านักการเมืองไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เหลิงอำนาจ ก็คงไม่มีใครกวักมือเรียกทหารให้เข้ามาปฏิวัติ
สถานการณ์จริง ณ ปัจจุบัน คสช.ได้ยึดอำนาจการปกครองมาจากรัฐบาลรักษาการพรรคเพื่อไทยแล้ว ภารกิจเฉพาะหน้าที่สำคัญของ คสช.คือการหยุดยั้ง "การปะทะกันของเหตุผล" ของสองขั้วความคิดนี้ ไม่ให้ลุกลามกลายเป็นการสร้างความเกลียดชังหรือมวลชนปะทะกัน หรือแม้แต่มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้เห็นต่าง
การชี้แจงทำความเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น ตลอดจนเปิดเผย "แผนที่เดินทาง" และ "กรอบเวลาทำงาน" อย่างโปร่งใสของ คสช. และปฏิบัติไปตามนั้น จะช่วยลดทอนการปะทะกันของเหตุผลไม่ให้รุนแรงเกินควบคุม!









