และแล้ว สิ่งที่เราคนไทยเคยเห็นพ้องกันว่าไม่ควรจะเกิดอีก ไม่น่าจะเกิด และ ต้องไม่ให้เกิดอีก ก็เกิดขึ้นจนได้
เพราะว่า เราไม่เคยจริงจังกับการสร้าง “ประชาธิปไตย” ในความหมายที่แท้จริง เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าตนเป็น “ประชาธิปไตย” กว่าอีกฝ่ายหนึ่ง และใช้วาทกรรมกับความเป็นศรีธนญชัยเอาชนะคะคานกันในเกมการเมืองเท่านั้น
วันนี้ ประเทศไทย จึงกลับไปสู่การนับหนึ่งใหม่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดสำหรับทุกฝ่าย ต้องฟันฝ่าอุปสรรคของการสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศ และศรัทธาของคนไทย ต่อคำว่า “ประชาธิปไตย” กันอย่างเหน็ดเหนื่อยอีกรอบหนึ่ง
และไม่มีใครกล้ารับรองว่าจะเป็น “ครั้งสุดท้าย” อีกหรือไม่
ในวิชาชีพของการทำหน้าที่สื่ออาชีพ ไม่อิงผลประโยชน์กลุ่มการเมืองหรือกลุ่มอำนาจใด ผมผ่านเรื่อง “รัฐประหาร” มาหลายครั้งในชีวิตการทำข่าว และทุกครั้งก็ยืนยันว่าคัดค้านการที่คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดจะยึดอำนาจจากกระบวนการประชาธิปไตยมาเป็นของตน จะด้วยวิธีการใดก็ตามที่ขัดกับรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ตามวิถีทางที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นพ้อง
ครั้งนี้ผมก็มีจุดยืนเหมือนเดิม
นั่นคือ การที่คนกลุ่มใดอาสามาแก้วิกฤติให้บ้านเมืองด้วย “วิธีพิเศษ” นั้น ย่อมไม่ยั่งยืนและไม่อาจจะตอบคำถามในกระบวนการประชาธิปไตยได้
แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องช่วยให้ประเทศชาติกลับสู่ภาวะปกติ ให้อำนาจกลับไปสู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด โดยให้แน่ใจว่าผู้ยึดอำนาจจะเชื่อมั่นในการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการกำหนดชะตากรรมของประเทศอย่างเปิดกว้างและครอบคลุมคนทุกวิชาชีพ
ความจริง ข้อความในคอลัมน์นี้ ก็ได้เตือนมาหลายเดือนแล้วว่า คู่กรณีในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานและสุ่มเสี่ยงที่จะนำพาประเทศไปสู่ความรุนแรง จะต้องพยายามเจรจาเพื่อหาทางออก ด้วยการยอมลดเงื่อนไขของแต่ละฝ่าย เพื่อให้มี “รัฐบาลเฉพาะกาล” ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปและการเลือกตั้ง อย่างแท้จริง
ความเห็นในคอลัมน์นี้ ได้เตือนแล้วว่าหากฝ่ายการเมืองไม่แสดงถึงความเสียสละในกรอบแห่งประชาธิปไตย ก็จะเป็นการเปิดทางให้เกิดการ “แทรกแซง” โดยฝ่ายกำลังที่จะทำให้บ้านเมืองต้องถอยหลังไปอีกหลายปี
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่วันนี้คือหัวหน้า “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) ใช้คำว่า “ผมขอโทษ ผมต้องยึดอำนาจ” ก็สะท้อนว่าการก่อรัฐประหารไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเกิด หากกระบวนการเจรจาของฝ่ายการเมือง สามารถหาทางยุติความขัดแย้ง ที่ทำท่าจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้
การยกระดับจากการใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงสู่กฎอัยการศึกก่อนหน้านี้ ก็ควรจะเป็นสัญญาณเตือนนักการเมืองในความขัดแย้งแล้วว่า หากการเผชิญหน้าทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย ที่มีมวลชนของตน ไม่ยุติด้วยการหาทางออกร่วมกัน บ้านเมืองก็จะต้องเจอกับ “วิธีการพิเศษ” ที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้นอีกเลย
ระบอบ “ประชาธิปไตย” ที่มีระเบิดตูมตามและใช้อาวุธสงครามกันเป็นว่าเล่นเกือบทุกวัน และมีการสะสมอาวุธสงครามมากมาย ถึงขั้นที่สามารถจะนำไปใช้ทำสงครามกลางเมืองได้
อีกทั้งการใช้วาทกรรมข่มขู่คุกคามต่อประชาชนส่วนใหญ่ จนเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะอันตราย อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายขึ้นอยู่กับใครมีอำนาจอยู่ในมือ ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “ขื่อแป” บ้านเมืองหมดสภาพของความน่าเชื่อถือ
ความพยายามของหลายฝ่าย รวมถึง กองทัพ ที่เชิญให้ทุกฝ่ายในความขัดแย้งทางการเมืองมาเจรจา เพื่อหาทางออกล้มเหลว เพราะว่านักการเมืองมุ่งแต่ประโยชน์ของตน ยืนยันในเงื่อนไขของตน โดยไม่สนใจว่าประเทศชาติกำลังหล่นลงในห้วงเหวแห่งความหายนะ
เมื่อ “คสช.” อาสาเข้ามาแก้วิกฤติบ้านเมือง ด้วยวิธีการที่ “ผิดปกติ” ก็จะต้องเร่งรีบกระบวนการ “ปฏิรูป” อย่างจริงจัง และแสดงถึงความจริงใจในการรับฟังความเห็นจากประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่คุกคามเสรีภาพพื้นฐานของการแสดงออกของประชาชนผ่านสื่อสารมวลชน และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดของการรัฐประหารในอดีต ที่ไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างเป็นรูปธรรม ตรงกันข้ามอาจเป็นเพียงการโอนถ่ายอำนาจเบ็ดเสร็จจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
คำประกาศของ คสช. ที่จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง ต้องหมายถึงการวางพื้นฐานปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำประเทศกลับไปสู่กติกาที่เอื้อต่อการสร้างการเมืองให้สะอาด โปร่งใส และมีกลไกแห่งการแก้ปัญหาความขัดแย้งในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องใช้ “วิธีการพิเศษ” อย่างที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกในประเทศไทย
การแก้ไขปัญหาบ้านเมือง จะต้องมีกติกาที่ป้องกันไม่ให้ “ทุนนิยมสามานย์” ครอบงำการเมือง จนทำให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการของคนมีเงินและอำนาจ ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยึดอำนาจการปกครองไว้ในมือตนเองเท่านั้น
วิกฤติบ้านเมืองครั้งนี้ เกิดจากการที่นักการเมืองมุ่งแต่ผลประโยชน์ของตน และ “ประชาธิปไตย” อันหมายถึง การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง ยังไม่ได้หยั่งรากจริงจังในสังคมไทย
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเสนอ Road Map ของการที่ประเทศจะคืนสู่ภาวะปกติอย่างชัดเจน และส่งมอบอำนาจการปกครองประเทศสู่ประชาชนอย่างเปิดเผย โปร่งใส บนพื้นฐานของการต่อต้านคอร์รัปชัน ประชานิยม การเมืองเครือญาติ และ ปฏิรูปการศึกษาและสังคม อย่างจริงจังและกว้างขวาง โดยเร็ว
และการที่จะได้รับความร่วมมือจากประชาชน ในการขับเคลื่อนสู่สังคมไทยที่ดีกว่าเดิม คือ การเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของคนไทยทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเห็นพ้องหรือเห็นต่าง และเคารพในเสรีภาพของสื่อสารมวลชนที่ทำหน้าที่ เพื่อนำเสนอความจริง เพื่อประโยชน์ของสาธารณชน...อย่างแท้จริง









