การลดเพดานบิน โดยปกติ น่าจะหมายถึงช่วงเวลาที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
ประกาศกับผู้โดยสารว่า “ขณะนี้ เครื่องบินกำลังลดระดับเพื่อลงจอดที่สนามบิน......... ขอท่านผู้โดยสารโปรดปรับพนักเก้าอี้ให้ตั้งตรง รัดเข็มขัดนิรภัย เปิดกระจกหน้าต่างเครื่องบิน ปรับที่วางเท้าให้เข้าที่ และพนักงานขออนุญาตหยุดการให้บริการบนเครื่องบิน”
จากนั้นอีกประมาณ 20 นาที เครื่องบินก็จะแตะพื้นสนามบินอย่างราบรื่น
ประเทศไทยเรา ช่วง 2-3 วันมานี้ และ 2-3 วันข้างหน้า ดูเหมือนว่ากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาการลดเพดานบินเช่นกัน ไม่ว่าจะในทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม เพราะปัญหาเรื้อรังที่ยืดเยื้อมานาน กำลังพัฒนาเข้าสู่จุดที่ใกล้จะ “แลนดิ้ง” แล้ว แต่สภาพอากาศ และสภาพเครื่องยนต์ ส่อเค้าว่าการลดเพดานบินเพื่อลงสู่สนามบินครั้งนี้ อาจจะทุลักทุเล และมีความเสี่ยงสูงมากทีเดียว
เพราะว่าไม่มีใครยอมใครในทางการเมือง แม้ความพยายามของฝ่ายต่างๆ เพื่อช่วยให้เครื่องบินลงจอดได้อย่างราบรื่นพอสมควร จะยังดำเนินอยู่แต่ก็สะดุดด้วยเหตุปัจจัยนานาประการ รวมทั้งยังมีการถล่มด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง ทำให้ฝ่ายถูกลอบทำร้ายเสียชีวิตรวมกันกว่ายี่สิบชีวิตแล้ว ครั้งล่าสุดเมื่อเช้าตรู่วานนี้เอง
นอกจากนั้น การออกหมายจับผู้นำ กปปส. จำนวนมาก พร้อมทั้งระบุว่า ได้เตรียมหน่วยอรินทราชไว้แล้วเพื่อบุกเข้าจับตัว ขณะเดียวกัน วันนี้ (16 พ.ค.) ก็เป็นวันที่ฝ่าย กปปส. ประกาศว่า ถ้าหากวุฒิสภา ยังหานายกรัฐมนตรีให้ประเทศไม่สำเร็จ “พวกเราก็จะทำเอง” ฯลฯ
กปปส. จะทำอย่างไร และมวลชนฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล จะตอบโต้อย่างไร รัฐบาลเอง และฝ่ายความมั่นคง จะดำเนินการอย่างไร ฯลฯ เป็นประเด็นร้อนที่ส่อเค้าว่าการลดเพดานบินที่กำลังเกิดขึ้นนี้มีอาการสุ่มเสี่ยงอย่างมาก ว่าเครื่องบินลำนี้ จะโคลงเคลง และอาจนำไปสู่อุบัติเหตุครั้งใหญ่ได้
ในทางการเมืองเราก็ต้องช่วยกันภาวนาต่อไปส่วนในทางเศรษฐกิจนั้น ชัดเจนอยู่แล้วว่าเราได้ลดเพดานบินมาตามลำดับ ไม่ว่าจะวัดด้วยตัวชี้วัดมหภาคตัวใดก็ตาม แต่ที่ผมอยากจะหยิบยกมาพูดถึง ก็คือตัวชี้วัดรวมตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี นั่นคืออันดับเครดิตของประเทศ
ความที่เคยเป็นซีอีโอของบริษัทจัดอันดับเครดิตมาก่อน มักมีคนถามผมเสมอว่า“ประเทศไทย จะถูกลดอันดับเครดิตไหม”ท่ามกลางบรรยากาศร้าวฉานนานกว่า 6 เดือนที่ผ่านมานี้
โดยส่วนตัวผมได้ให้ความเห็นไปว่า เรื่องอันดับเครดิตของประเทศหรือของบริษัทใดก็ตามปกติจะไม่ได้มีการปรับขึ้นปรับลง แบบรวดเร็วหวือหวาบริษัทจัดอันดับทั้งหลายมักจะติดตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นบวก หรือลบก็ตามเป็นระยะนานพอสมควร เพื่อพิจารณาว่าในที่สุดแล้วเหตุการณ์เหล่านั้นจะมีผลอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อพื้นฐานการเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจหรือไม่
ถ้าเป็นเหตุการณ์ในทางลบและคาดว่าอาจจะเกิดขึ้นเพียงชั่วระยะหนึ่ง เช่นโรคซาร์ หรือหวัดนกระบาดหนักหรือ สึนามิ หรือแม้กระทั่งการบุกเข้าปิดสนามบิน ฯลฯ บริษัทจัดอันดับส่วนใหญ่มักออก “ประกาศเตือน” ว่า “อาจมีผลต่ออันดับเครดิต แต่จะรอดูระยะหนึ่ง เพราะปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ยังแข็งแกร่งพอที่จะรองรับ ‘แรงกระเพื่อม’ เหล่านั้นได้”ซึ่งเมื่อทุกอย่างสงบลง เรื่องก็จบและไม่มีผลต่ออันดับเครดิต แต่อย่างใด
แต่ถ้าหากเรื่องราวทำท่าว่าจะยืดเยื้อ และดูเหมือนเริ่มมีผลกระทบนานและมากพอควร เช่นการประท้วงทางการเมืองของไทยในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาซึ่งได้เริ่มมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจแล้วอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่เติบโตน้อยมาก หรือหนี้เสียของ SMEs หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ฯลฯ บริษัทจัดอันดับ ก็จะติดตามอย่างใกล้ชิดและออกคำเตือน “บ่อยครั้งขึ้น” รวมทั้งมีการชี้ประเด็นที่ห่วงใยอย่างจริงจังและชัดเจนมากยิ่งขึ้นตามลำดับ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฟิทช์เรทติ้ง ได้ออกประกาศเตือนอีกครั้งว่าหากประเทศไทยยังไม่มีรัฐบาลที่บริหารงานได้อย่างจริงจัง ภายในเดือนกลางปีนี้ก็จะมีผลต่ออันดับเครดิตประเทศไทยในทางลบ ซึ่งเป็นการแถลงที่ชัดเจนมาก และผมคิดว่า ก็คงจะเป็นไปตามนั้นนั่นแหละ เพราะวันนี้ เรายังมองไม่เห็นลู่ทางที่ชัดเจนเลย ว่าจะมีรัฐบาลซึ่งมีอำนาจบริหาร และเป็นที่ยอมรับ ได้อย่างไร
ทางเลือกที่ฟิทช์จะทำ มีสองอย่าง คือคงอันดับเครดิตของไทยเท่าเดิมที่ BBB+ แต่ปรับ “แนวโน้ม” ให้เป็น “ลบ” หรือถ้าแรงกว่านั้น ก็คือ ปรับลดลงไปเลย เป็น BBB ซึ่งผมรู้สึกลึกๆ ว่าอาจจะเป็นประการหลัง ก็ได้
น่าเสียดายเหลือเกิน ประเทศไทยมีดีมากมายแต่กลับมีคนเพียงไม่กี่ร้อยคนซึ่งผลัดกันมาบริหารประเทศแบบ “บั่นทอนไทย” เป็นเวลานานหลายทศวรรษอันดับเครดิตของเราจึงป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ ไปไหนไม่ได้สักที และที่น่าเสียใจยิ่งขึ้นก็คือ วันนี้ เรามีแนวโน้มว่า กำลังจะถูกลดระดับลงไปที่เพดานบินเดียวกับฟิลิปปินส์แล้ว
เพราะเมื่อวันศุกร์ที่แล้วS&P ได้ปรับอันดับเครดิตของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นจาก BBB- เป็น BBB หลังจากที่ประเทศนี้อยู่ในภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากนักการเมืองโกงกินมานานหลายทศวรรษเหมือนกัน จนประเทศตกไปอยู่ในระดับ ที่เรียกว่า เป็น“ขยะ” ค่อนข้างส่งกลิ่น เพราะลำพังถ้าได้BB+ ก็ถือว่าเป็นขยะแล้ว แต่ฟิลิปปินส์เคยตกไปมากกว่านั้นถึง 4 ขั้น คือเหลือเพียงB เดียวเท่านั้นเมื่อปี 2005
แต่วันนี้ ฟิลิปปินส์ กำลังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ได้รับการเพิ่มอันดับจากขยะมาเป็น BBB- ได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ก็ได้รับการปรับเพิ่มอีกแล้ว เนื่องจาก S&P เชื่อว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมือง และความโปร่งใส ภายใต้ประธานาธิบดีอคิโน่นั้น มีทิศทางเป็นบวกอย่างชัดเจน
ส่วนคนไทยอย่างท่านและผม ก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า“ทำใจ”และเตรียมไปอยู่เพดานบินเดียวกันกับฟิลิปปินส์ อดถามไม่ได้จริงๆ ว่า “ใครหนอ ที่ทำให้เราเป็นเช่นนี้” และ “ใครจะนำเรา ให้พ้นจากความชั่วร้ายเหล่านี้เสียที”
คำถามแรกคงมีคำตอบในใจกันอยู่แล้ว แต่คำถามที่สองผมว่าเรากำลังทั้งคลำหาและควานหาคำตอบกันอยู่ อย่างเร่งด่วน....
ราวกับจะต้อง “งมเข็ม” กันเลยทีเดียวแหละ









