ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบันความสำคัญของเศรษฐกิจจีนในตลาดโลกมีมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวัดจากขนาดเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นมาเป็นอันดับสองของโลก
แซงหน้าญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา และมีแนวโน้มว่าจะใหญ่แซงสหรัฐเป็นอันดับหนึ่งในปี 2568 หรือหากมองในแง่ของการค้า จะพบว่าจีนกลายเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งถึงสามในประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชีย (รวมทั้งไทย) โดยมีสัดส่วนเกิน 10% ของมูลค่าการส่งออกรวม
สาเหตุสำคัญของการที่เศรษฐกิจจีนเพิ่มระดับความสำคัญขึ้นมากนั้น นอกจากจะเป็นเพราะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ รวมถึงค่าแรงงานจีนในยุคก่อนๆ ที่ถูก ทำให้กลายเป็น “โรงงานของโลก” แล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตเร็วมากเป็นเพราะการเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจสังคมจากชนบทมาสู่เมือง (Urbanization)
ในปัจจุบัน คนจีนกว่า 730 ล้านคน (หรือประมาณ 54%) จากประชากรทั้งหมดกว่า 1,350 ล้านคนได้อาศัยอยู่ในเขตเมืองแล้ว เพิ่มขึ้นถึงกว่า 500 ล้านคนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ที่สัดส่วนประชากรเมืองอยู่ที่ประมาณ 20% โดยเป็นการเพิ่มอย่างรวดเร็วกว่ากรณีสหรัฐและอังกฤษที่ต้องใช้เวลาถึง 60 ปี และ 100 ปี กว่าที่จะได้สัดส่วนประชากรเมืองในระดับเดียวกันกับจีน
ทั้งนี้ รูปแบบสังคมเมืองเช่นนี้ไม่ได้นับเฉพาะเมืองขนาดใหญ่ที่คนไทยรู้จักกันดี เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และเซินเจิ้นเท่านั้น แต่นับถึงเมืองระดับสองและสามเช่น เฉินตู และคุนหมิงด้วยเช่นกัน
การเติบโตของสังคมเมืองที่รวดเร็วเช่นนี้ นำมาทั้งโอกาสและปัญหาที่ซ่อนเร้น โดยในแง่โอกาสนั้น สังคมเมืองนำมาซึ่งรูปแบบการบริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยในปีหนึ่งๆ ที่เศรษฐกิจจีนเติบโตเกือบ 10% ในช่วงที่ผ่านมานั้น กว่า 5% นั้นมาจากภาคการบริโภค และสัดส่วนนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแง่ดีคือจะเป็นการลดทอนการพึ่งพิงการลงทุนและการส่งออก แต่รูปแบบสังคมเมืองที่ขยายตัวเช่นนี้ก็นำมาซึ่งปัญหาเช่นกัน โดยอาจสรุปได้ 3 ประการ
ปัญหาประการแรก ได้แก่ ปัญหามลพิษที่กำลังคุกคามสุขภาพของชาวจีนเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์มากที่สุดในโลกที่ประมาณ 1 หมื่นล้านตันต่อปี สูงกว่าทั้งสหรัฐและยุโรปรวมกัน ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น โดย 7 เมืองใหญ่ในจีนมีปริมาณรถมากกว่าเมืองขนาดใหญ่ในโลกตะวันตกทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น ปักกิ่งมีรถยนต์นั่งถึง 4 ล้านคัน สูงกว่าฮูสตันในมลรัฐเทกซัสที่มีรถยนต์นั่งอยู่ประมาณ 2.6 ล้านคั้น
ประการที่สอง ได้แก่ ปัญหาสังคม โดยในปัจจุบันปัญหาที่ซ่อนเร้นและไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงคือปัญหาคนจนในเมืองใหญ่ของจีนที่มีจำนวนมากขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างจากระบบ “หู้โข่ว” (Hukou) หรือระบบสวัสดิการรัฐที่ผูกกับทะเบียนบ้าน อันเป็นระบบที่มีมาตั้งแต่สมัยคอมมิวนิสต์ โดยหากทะเบียนบ้านของชาวจีนอยู่ในมณฑลใด ก็จะมีสิทธิได้รับสวัสดิการรัฐ เช่น รักษาพยาบาล การศึกษาบุตร และที่พักอาศัยในมณฑลนั้นเท่านั้น ดังนั้น หากชาวจีนย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานต่างเมือง ก็จะไม่ได้รับสิทธิต่างๆ เฉกเช่นพลเมืองของมณฑลนั้น
ระบบดังกล่าวทำให้เกิดประชาชน “2 ชั้น” ขึ้นในเมืองใหญ่ โดยพลเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในรัฐนั้นจะได้สิทธิพิเศษต่างๆ ทำให้มีชีวิตที่ค่อนข้างสุขสบาย เข้าถึงสวัสดิการรัฐ และมีรายได้ดีกว่าผู้อพยพที่จะมีชีวิตลำบาก ขาดการเข้าถึงสวัสดิการขั้นต้นต่างๆ ทำให้เกิดปัญหา “สลัม” รวมถึงแนวโน้มของปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้น
ปัญหาสุดท้าย ได้แก่ ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนที่ผิดประเภท ความเสี่ยงของ “ภาคการเงินใต้ดิน” และปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาฯ ในหัวเมืองรอง ที่ทั้งหมดเกิดจากการที่ภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ผ่านการสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่นกู้ยืมเงินผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle: SPV) เพื่อออกตราสารทางการเงินแบบแปลกๆ มาใช้ในโครงการพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทำให้รัฐบาลกลางตรวจสอบลำบาก ง่ายต่อการคอร์รัปชัน รวมถึงเกิดปัญหา “เมืองร้าง” ในหัวเมืองต่างๆ ที่ปริมาณอสังหาฯ สูงกว่าความต้องการที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันผู้นำใหม่ของจีนก็พยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบ “หู้โข่ว” เพื่อให้การโอนย้ายทะเบียนบ้านของชาวชนบทมาสู่เมืองนั้นง่ายขึ้น โดยรัฐบาลคาดการณ์ว่า ในปีนี้จะมีประชากรที่ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในเขตเมืองกว่า 100 ล้านคน (จากจำนวนประชากร “ชั้นสอง” กว่า 300 ล้านคน)
ทั้งนี้ ในระยะต่อไป ทางการอาจต้องมีการปฏิรูปที่ดิน โดยอนุญาตให้ชาวชนบทที่ย้ายถิ่นพำนักมาอาศัยในเขตเมืองนั้นมีสิทธิที่จะขายที่ดินของตนในต่างจังหวัดได้ เพื่อให้ชาวชนบท “กล้า” ที่จะยอมโอนย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในเขตเมือง เพื่อแลกกับสวัสดิการต่างๆ มากขึ้น รวมถึงต้องสร้างที่อยู่อาศัยราคาถูกในรูปแบบการเคหะแห่งชาติให้กับผู้มีรายได้น้อยในเขตเมืองด้วย (ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีแผนดำเนินการแล้ว)
นอกจากนั้น รัฐบาลจีนก็มีนโยบายชัดเจนขึ้นในการ “ประกาศสงครามกับมลภาวะ” โดยมีการสนับสนุนให้ชาวจีนใช้รถสาธารณะ รวมถึงรถยนต์รุ่นใหม่ที่ปล่อยมลภาวะต่ำ รวมถึงคุมเข้มผู้ประกอบการที่ปล่อยสารพิษ และควบคุมปริมาณฝุ่นละอองในสถานที่ก่อสร้างต่างๆ
ในส่วนของระบบการเงินใต้ดินนั้น ทางการจีนก็ดึงมา “บนดิน” มากขึ้น โดยอนุญาตให้รัฐบาลท้องถิ่นออกพันธบัตรทดแทนการพึ่งพาผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจ และทำให้รัฐบาลกลางสามารถควบคุมและตรวจสอบได้มากขึ้น รวมถึงดึงอำนาจในการอนุญาตโครงการต่างๆ กลับมาอยู่กับรัฐบาลกลางมากขึ้น
กล่าวโดยสรุปคือ แม้ว่ากระแสสังคมเมืองของจีนนั้นจะนำมาซึ่งการใช้จ่ายและเศรษฐกิจเมืองที่เติบโตขึ้น แต่ก็ซ่อนเร้นด้วยปัญหาที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ซึ่งแม้รัฐบาลจีนได้ทราบซึ่งปัญหานี้และพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม แต่ปัญหาที่เพิ่มพูนขึ้นนั้นก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ
ผู้ที่เกี่ยวข้องและสนใจในเศรษฐกิจจีน โปรดพึงระวัง
------------------
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่









