วิกฤติเศรษฐกิจกับวิชาเศรษฐศาสตร์

วิกฤติเศรษฐกิจกับวิชาเศรษฐศาสตร์

อาทิตย์ที่แล้วผมได้อ่านบทความในเว็บ voxeu เรื่อง หลักสูตรวิชาเศรษฐศาสตร์ควรต้องปรับปรุง

หรือ The mainstream economics curriculum needs an overhaul เขียนโดย Diane Coyle ที่พูดถึงข้อถกเถียงขณะนี้ว่า การเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรีควรต้องปรับ เพื่อให้เนื้อหาทันสมัยพอที่จะให้นักศึกษาสามารถมีกรอบที่จะอธิบายและวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น วิกฤติเศรษฐกิจโลก ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าว และคิดว่าหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันยังใช้ได้และมีพลังพอที่จะอธิบายพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน เพียงแต่การเรียนการสอนควรต้องปรับเพื่อให้นักศึกษาสามารถโยงสิ่งที่สอนในห้องเรียนกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น

หลังวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 วิชาเศรษฐศาสตร์ถูกตั้งคำถามมากว่าทรงพลังพอหรือไม่ ในแง่องค์ความรู้ที่จะวิเคราะห์อธิบายพฤติกรรมเศรษฐกิจที่ได้นำไปสู่การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่น่าสนใจ ความต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนนี้ส่วนหนึ่งมาจากนักศึกษา เช่น ที่อังกฤษ ที่สมาคมเศรษฐศาสตร์ในโลกหลังวิกฤติ (Post - Crash Economics Society) ของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เรียกร้องให้การเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์เปิดกว้างต่อแนวคิดอื่นที่ไม่ใช่แนวคิดกระแสหลัก (Mainstream) รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการเรียนสังคมศาสตร์แขนงอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย ความต้องการลักษณะนี้ได้นำไปสู่ข้อเสนอที่ขณะนี้ยอมรับกันว่าการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรีควรต้องปรับอย่างน้อยสี่ด้าน คือ

(1) ควรสอนวิชาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ หรือประวัติแนวคิดเศรษฐศาสตร์ (2) สอนวิธีวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจโดยใช้ข้อมูลจริง (3) สอนวิธีและทักษะการสื่อสาร (Communication Skills) และ (4) สอนพัฒนาการล่าสุดด้านการวิจัย

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมเห็นด้วยว่าการเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ควรต้องปรับเพื่อให้นักศึกษามีหลักที่ดีมากขึ้นในการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค ในความเห็นของผม การเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ สามารถปรับปรุงและพัฒนาได้ต่อไปอย่างน้อยในสามแนวทาง

หนึ่ง ในระดับปริญญาตรี ควรกำหนดให้นักศึกษาเรียนสังคมศาสตร์แขนงอื่นๆ (ระดับหลักสูตรเบื้องต้น) ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เข้าใจบริบทที่กว้างขึ้นที่อธิบายความเป็นอยู่ของสังคม ทั้งเพื่อเป็นความรู้ และเพื่อเชื่อมโยงกับวิชาเศรษฐศาสตร์ในแง่การเข้าใจพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงควรเรียนทักษะต่างๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์ควรต้องมี เพื่อเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ ผมจำได้ว่า ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเคยพูดว่า นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีจำเป็นต้องรอบรู้ในศาสตร์หลายแขนง และสองวิชาที่นักเศรษฐศาสตร์ควรเรียน (ที่ผมจำได้แม่น) ก็คือ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และบัญชี ซึ่งก็ตรงกับข้อเสนอที่ขณะนี้มีการพูดกัน ผมเองคิดต่อว่า ในยุคปัจจุบันนอกจากวิชาประวัติศาสตร์และบัญชี นักเศรษฐศาสตร์ควรต้องรู้กฎหมาย และสังคมวิทยาด้วย เพื่อให้รู้ถึงหลักสำคัญที่กระทบการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล

แนวทางที่สอง สำหรับวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค การปรับปรุงควรทำในสองลักษณะ เพื่อให้กรอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคทันสมัยและลุ่มลึกขึ้น ด้านแรกคือ การรวมภาคการเงินให้อยู่ในโมเดลการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์มหภาคกระแสหลัก (ซึ่งปัจจุบันก็คือ Neoclassical Economics) อันนี้ควรทำเพราะในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ภาคการเงินกับภาคเศรษฐกิจจริงแยกกันไม่ออก เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเดียวกัน และมีความสัมพันธ์ที่ส่งผลกระทบระหว่างกันสูงผ่านพฤติกรรมการกู้ยืม การก่อหนี้ และการเก็งกำไร การรวมการวิเคราะห์ทั้งสองด้านไว้ด้วยกันจะทำให้กรอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคมีพลังที่จะอธิบายเหตุและผลที่เกิดจากความสัมพันธ์ของสองภาคเศรษฐกิจนี้ได้มากขึ้น

ด้านที่สอง คือ ความสำคัญเรื่อง พลวัต (Dynamics) ความไม่สมดุลของระบบ (instability) และบทบาทของสถาบันเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจ ที่กระทบความสามารถและทิศทางของการกำหนดนโยบาย สิ่งเหล่านี้เป็นผลจากพลวัตจากการทำงานของระบบเศรษฐกิจที่จะออกมาชัดเจน เมื่อภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจจริงถูกวิเคราะห์ร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีที่เราจะเข้าใจที่มาของปัญหาสำคัญๆ เช่น วิกฤติเศรษฐกิจ ขณะนี้การเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์มหภาคในหลายแห่งได้พัฒนาไปในแนวทางนี้ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ สิ่งที่ผมหวังก็คือ หนังสือเรียนหลักวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เช่น เศรษฐศาสตร์มหภาค เล่มต่อๆ ไปจะประมวลประเด็นเหล่านี้เป็นเนื้อหาสำหรับการเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นการทั่วไป

แนวทางที่สาม ก็คือ การสอนเศรษฐศาสตร์ควรต้องใช้ตัวอย่างที่โยงกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในเศรษฐกิจ ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค เพื่อแสดงการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐศาสตร์ที่เรียนในการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจ ประเด็นนี้ต้องยอมรับว่าเป็นจุดอ่อนอันหนึ่งของการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ขณะนี้ที่มีช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนที่สอนในห้องเรียน กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งคงสร้างความอึดอัดในหมู่นักศึกษาพอควร ที่ไม่สามารถมองการเชื่อมต่อระหว่างสิ่งที่เรียนกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ในประเด็นนี้ จากที่ได้มาสอนเศรษฐศาสตร์อีกครั้งในช่วงสามปีที่ผ่านมา ผมก็เห็นชัดเจนว่านักศึกษาสมัยนี้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เร็ว มีบทวิเคราะห์ต่างๆ ที่ลุ่มลึก ที่หาอ่านได้ง่าย ทำให้นักศึกษาต้องการถกเถียงเรื่องที่เกิดขึ้น และหาคำตอบจากกรอบการวิเคราะห์ในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เรียนอยู่ ตัวอย่างเช่น มาตรการคิวอี ของธนาคารกลางสหรัฐจะนำไปสู่การเกิดปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงหรือไม่ ดังนั้น การเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ต้องสนองตอบโดยใช้กรณีศึกษาที่โยงกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจถึงพลังในการอธิบายและข้อจำกัดต่างๆ ของการวิเคราะห์

ผมคิดว่าสามแนวทางนี้คงเป็นทิศทางการพัฒนาการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ที่เราจะเห็นต่อไป ที่สำคัญการเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ดีไม่ได้อยู่ที่การใช้กรอบการวิเคราะห์ให้เป็นอย่างเดียว แต่ต้องอยู่ที่ความกระหายของนักศึกษา ที่จะตั้งคำถามว่ากรอบการวิเคราะห์ที่มีอยู่สามารถอธิบายปัญหาต่างๆ ได้ครบถ้วนหรือไม่ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงของที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ครอบคลุมขึ้น และทรงพลังขึ้น อันนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของนักศึกษาที่เติบโตเป็นบรมครูของวิชาเศรษฐศาสตร์ในที่สุด