หลังจาก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยคำร้องที่ประธานวุฒิสภา ส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 268 หรือไม่ จากกรณีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้สถานภาพการเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เนื่องจากเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ต้องด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 และรัฐมนตรีที่ลงมติร่วมกัน ย่อมเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดเป็นการเฉพาะตัวไปด้วย
ตามมาด้วยทั้งเสียงเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จากฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายที่ถือข้างผู้ถูกร้อง ขณะที่ผู้ถูกร้องได้ยอมรับผลคำวินิจฉัยและกล่าวคำอำลาผู้สนับสนุนไปแล้ว โดยมี นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี อันดับ 2 เข้ารักษาการนายกรัฐมนตรี ที่ต้องหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เป็นการหาช่องทางออกทางการเมืองในลำดับต่อๆ ไป เพื่อการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายต่อไปอีก ว่า จะทำได้หรือไม่ มีอำนาจที่จะกระทำหรือไม่ และยังต้องจับตาดูการชี้มูลทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะออกมาในแนวทางใด วันนี้ (8 พ.ค.) คงได้ทราบผล
เรื่องการเมืองยังไม่น่าจะสงบลงง่ายๆ แม้ว่าประชาชนทั่วๆ ไปต้องการเห็นความสงบกลับคืนมาโดยเร็ว จะได้ "ทำมาหากิน" และใช้ชีวิตที่เป็นปกติ ไม่ต้องเคร่งเครียด ขาดขวัญและกำลังใจกันเหมือนช่วงที่ผ่านๆ มา แต่คำวินิจฉัย หรือการชี้มูลจาก ป.ป.ช. น่าจะเป็นแนวทางกำหนดอนาคตของประเทศได้ว่าจะไปทิศทางไหน ซึ่งนักธุรกิจบางส่วนได้แสดงความพึงพอใจต่อคำวินิจฉัยวานนี้ ว่า สะท้อนสถานการณ์การเมืองคลี่คลายมากขึ้น ภาคเอกชนมองเห็นทางออกมากขึ้น เชื่อว่าหลังจากนี้ความเชื่อมั่นของประเทศจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และฝากความหวังไว้กับภาคการท่องเที่ยวที่จะกลับมาเป็นภาคแรก และน่าจะทำให้ภาคธุรกิจอื่นๆ ฟื้นกลับคืนมาได้ดีตามลำดับ ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นห่วงกรณีบางกลุ่มที่จะไม่ยอมรับอำนาจศาล ก็จะทำให้เหตุการณ์ยืดเยื้อต่อไป
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะจบลงภายในเมื่อไร และจบในรูปแบบใด ความรู้สึกว่าผ่อนคลายเกิดขึ้นอาจจะเป็นชั่วคราว ขณะเดียวกัน ประเทศยังไม่มีรัฐบาลที่แท้จริงมาทำหน้าที่กำหนดนโยบาย หรือสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ การเมืองที่มีทิศทางไม่แจ่มชัด ภาคธุรกิจ ภาคเอกชนทั้งหลายยังต้องเป็นที่พึ่งของตนเองต่อไป โดยไม่อาจคาดเดาอนาคตว่าจะออกมารูปใด ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ความแกร่งภาคเอกชนไทย หากฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ อนาคตก็น่าจะยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยรัฐสักเท่าไร และอาจเป็นกำลังสำคัญแก่รัฐบาลในอนาคต เพื่อช่วยกันฟื้นฟูประเทศ...ที่บอบช้ำ






