วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธรรมชาติเตือนแล้ว : ไทยไม่ได้เป็นข้อยกเว้น

ทันทีที่ข่าวยืนยันเมื่อค่ำวันจันทร์ ว่าแผ่นดินไหวทางเหนือของประเทศ ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงราย

มีความแรงแมกนิจูด 6.3 ผมก็ตระหนักว่าคงจะแรงกว่าทุกครั้ง ที่ประเทศไทยเคยเจอภัยธรรมชาติ เช่นนี้

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้หลายท่าน ออกมาบอกว่า เป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดใน 80-100 ปี และเมื่อภาพและข่าวจาก “นักข่าวพลเมือง” จากหลายๆ จังหวัด ส่งขึ้น social media อย่างคึกคักตลอดทั้งคืน ก็เป็นที่ประจักษ์ว่า “ลูกนี้ใหญ่จริง”

ทีมข่าวของเครือข่ายเนชั่น ที่มี Nation TV เป็นแกนหลัก ทำงานอย่างฉับพลัน และสิ่งที่เห็นชัดเจนทันที คือ ความไม่พร้อมในการออกข่าวสารของทางราชการ ที่จะบอกกล่าวกับประชาชนอย่างกว้างขวางและทันเหตุการณ์

ตอกย้ำอีกครั้งว่ากลไกทางการของเรา ยังไม่เชื่อว่าจะเกิดภัยพิบัติธรรมชาติร้ายแรงเหมือนที่ประเทศอื่นเขาเจอกัน จึงไม่มีการซ้อม ไม่มีการเตรียมแผน และไม่มีเครือข่ายการสื่อสารระหว่างประชาชนเพียงพอ ในอันที่จะตั้งรับกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง

เพราะว่า การเกิดแผ่นดินไหว ไม่สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้า ไม่เหมือนพายุ ฝน หิมะ หรือ น้ำท่วม กับ ภาวะแล้ง

เหตุเพราะว่า เราเชื่อของเราเสมอว่าเราเป็นประเทศ “โชคดี” ที่ไม่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติร้ายแรงเหมือนคนอื่น

ความจริงพิสูจน์แล้วว่า ความเชื่อนั้น ไม่จริงเสียแล้ว

เหมือนที่เราเคยเชื่อว่า สังคมไทย มีความโอบอ้อมอารีต่อกัน รักใคร่สามัคคีกัน ยังไงๆ ก็ไม่มีทางแตกแยกถึงขั้นบ้านเมืองพังสลาย

วันนี้ ความเชื่อนั้น ก็กำลังจะถูกพิสูจน์ว่าไม่จริง อีกเช่นกัน

ที่เราเคยเชื่อว่า “สึนามิ” เป็นเรื่องของประเทศโชคร้ายกว่าเรา ก็ไม่จริงเช่นกัน

เมื่อทางการยืนยันว่าความแรงของแผ่นดินไหวลูกนี้เท่ากับ 6.3 ก็ทำให้ผมคิดถึงกรณีของเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011

เพราะว่า มีความแรงเท่ากัน และความเสียหายหนักหน่วง ผู้คนเสียชีวิต 185 ราย เป็นภัยธรรมชาติร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศนั้น

แมกนิจูดที่ระดับระหว่าง 6 ถึง 7 ถือว่า “strong” หรือ “แรง” ตามมาตรฐานการวัดแผ่นดินไหวสากล

ขณะที่เขียนอยู่ (เช้าวันอังคาร) มีผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวภาคเหนือของเรา 1 ราย และ เกิด aftershocks อีกไม่น้อยกว่า 50 ครั้ง

ความเสียหายต่อทรัพย์สินและตึกรามบ้านช่อง และที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจน

ที่เสียแน่ๆ ก็คือ ความมั่นใจของประชาชนต่อระบบเตือนภัย และการตั้งรับภัยธรรมชาติให้ทันท่วงที และการขาดเครือข่ายภาคประชาชนที่จะประสานเรื่องข่าวสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล การให้ความช่วยเหลือและฝึกซ้อมในยามปกติ เพื่อตั้งรับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง และเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

ความจริง ภาคเหนือหลายจังหวัดของเราอยู่ในเขตที่อ่อนไหวต่อแผ่นดินอยู่แล้ว แต่เราไม่สำเหนียกว่าภัยพิบัติระดับแรงเช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้

เหตุการณ์ครั้งนี้ จึงควรจะเป็นจังหวะที่ทุกหน่วยราชการและเอกชน จะต้องริเริ่มการสร้างมาตรการป้องกัน และตั้งรับกับภัยธรรมชาติทุกรูปแบบกันอย่างจริงจัง และต้องทำทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่การอบรมฝึกฝนเยาวชนในโรงเรียน ตั้งแต่ระดับชั้นประถมกันเลยทีเดียว

พอเกิดเหตุเภทภัยธรรมชาติแรงๆ อย่างนี้ ก็มีคนอดคิดไม่ได้ว่าเป็นคำเตือนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้คนไทยเลิกขัดแย้ง เลิกทะเลาะวิวาท เลิกแบ่งแยก และ เลิกสร้าง “ความแตกระแหง” ได้แล้ว เพราะว่าธรรมชาติเองก็ยังรับรู้ถึงปัญหาของสังคมไทย

และส่งคำเตือนอย่างแรงให้สนั่นหวั่นไหวถึงคนไทย ว่า ได้เวลาที่จะหาทาง “ปิดรอยปริแยก” แล้ว มิฉะนั้น...บ้านจะพัง ถนนจะแตก ตึกจะปริ และจิตใจคนไทยจะร้าวจนสานต่อกันไม่ติด

และทำให้ คิดถึงกลอนจากวรรณคดีไทย เรื่อง “สังข์ทอง” ตอนนี้ว่า...

มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวสหัสนัยน์ตรัยตรึงศา

ทิพอาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา

กระด้างดังศิลาประหลาดใจ

จะมีเหตุมั่นแม่นในแดนดิน

อมรินทร์เร่งคิดสงสัย

จึงสอดส่องทิพยเนตรดูเหตุภัย

ก็แจ้งใจในนางรจนา

แม้นมิไปช่วยจะม้วยมอด

ด้วยสังข์ทองไม่ถอดรูปเงาะป่า

(สังข์ทองตอนตีคลี)

หรือท่านจะคิดว่าเหตุการณ์บ้านเมืองไทย “แตกแยก” ถึงขั้นที่ “แม้นมิไปช่วยจะม้วยมอด ด้วยสังข์ทองไม่ถอดรูปเงาะป่า” หรือเปล่า?