วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อีกบทเรียนจากโศกนาฏกรรม Sewol : อย่าให้ค่านิยมศรีธนญชัยครอบงำสังคม

บทเรียนสำคัญประการหนึ่ง จากโศกนาฏกรรมเรือข้ามฟาก Sewol ล่มของเกาหลีใต้ ถูกสะท้อนใน “บทบรรณาธิการ”

ของหนังสือพิมพ์ “โชซัน อิลโบ” ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ขายดีที่สุดของประเทศนั้น

นั่นคือ สิ่งที่ผมเรียก “ค่านิยมศรีธนญชัย” ที่สังคมไทยเราก็รู้จักดี และสามารถจับต้องได้ในหลายๆ แง่มุม ของพฤติกรรมผู้คนจนนำไปสู่ความเสียหายมากมายหลายด้าน

บทนำของหนังสือพิมพ์เกาหลีใต้ฉบับนี้ บอกว่า

“ในสังคมเกาหลีใต้นั้น คนที่ทำตามกฎกติกามักจะถูกมองว่าเป็นคนน่ารำคาญและไม่ยืดหยุ่นเพียงพอ ส่วนคนที่สามารถหลบหลีกกฎหมายและกติกาของสังคมนั้น อาจจะถูกมองว่าเป็นคนเก่ง คนกล้า...ประเทศเรามีคนเก่งคนกล้าประเภทนี้มาก บ้านเมืองจึงได้เจอกับหายนะเช่นนี้...”

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของอุบัติเหตุครั้งนี้ ก็คือ การที่กัปตันและลูกเรือ ไม่ทำตามกฎเกณฑ์ในการฝึกซ้อมในภาวะปกติ และเมื่อเกิดเหตุแล้วก็ไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่วางเอาไว้สำหรับภาวะฉุกเฉิน จึงทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะนักเรียนมัธยมปลายเกือบสามร้อยราย ที่ฟังคำสั่งของผู้ใหญ่ว่าให้อยู่เฉยๆ ขณะที่ผู้รับผิดชอบเองก็ไม่มีความรับผิดชอบ สละเรือเสียก่อน ขณะที่เด็กถูกสอนให้ “ว่านอนสอนง่าย” แต่ผู้ใหญ่กลับทำตัวเป็น “ศรีธนญชัย”

นี่คือ ที่มาของปัญหาบ้านเมือง ที่แม้จะก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจอย่างน่าประทับใจ แต่วิวัฒนาการทางด้านวัฒนธรรมและพฤติกรรมสังคมกลับตกต่ำ เพราะว่าค่านิยมที่ย่ำแย่

สังคมไทยเรา ไม่ได้ต่างไปจากแนวทางนี้สักเท่าไรนัก และหากว่าไม่มีการรณรงค์ ให้แก้ไขเพื่อให้ความถูกต้องเป็นธรรม และความเคารพในกติกาสังคมเป็นหลักการสำคัญแห่งการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมแล้วไซร้ ความหายนะก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ

สังคมไทยบางส่วน เห็นคนที่ทำตามกฎหมายเป็นคนเชย ไร้เส้น ไม่ทันสมัย และ อาจจะไม่ก้าวหน้าในวิชาชีพ

แต่ถ้าเป็นคนกะล่อน วิ่งหาผู้ใหญ่คล่องแคล่ว หรือสามารถหลบเลี่ยงกฎหมายได้ โดยไม่ถูกจับหรือถูกลงโทษ ก็จะถือว่าคนนั้นเป็นคนเก่งและเป็นคน “มีอนาคต”

ยิ่งหากว่า ใครทำตัวเป็น “ศรีธนญชัย” สามารถตีความทุกอย่างโดยเฉพาะกฎเกณฑ์และกฎหมายเข้าข้างตนเอง โดยไม่ต้องทำตามกฎเหมือนคนอื่นๆ ได้ อีกทั้งยังได้ดิบได้ดีเพราะว่าใช้วาทะและวิธีหลบหลีกความรับผิดชอบได้ ยิ่งจะได้ชื่อว่าเป็นคน “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”

กรณีโศกนาฏกรรมเรือ Sewol ล่มที่เกาหลีใต้ ทำให้เห็นว่าสุภาษิตและคำสั่งสอนเก่าๆ ของไทยเราหลายข้อนั้น อาจจะไม่ถูกไม่ต้องสำหรับการสร้างสังคมประชาธิปไตย ที่ต้องการคนเสียสละเพื่อส่วนรวม และประเทศที่ต้องการเห็นการเคารพกฎกติกาที่เท่าเทียมกัน ไม่มีสองมาตรฐานสำหรับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม

สุภาษิต “เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด”

กับ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”

จึงควรจะได้รับการทบทวนสำหรับสังคมไทย ที่จะต้องตีความใหม่เสียแล้วว่าการ “เดินตามผู้ใหญ่” ในทุกกรณีนั้น เป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เพราะหากว่าผู้ใหญ่ทำอะไรไม่ถูก หรือผู้ใหญ่มีค่านิยมผิดๆ ที่เป็นอันตรายของสังคม เยาวชนก็ไม่ควรจะเดินตาม เพราะเชื่อว่าตามแบบผู้ใหญ่เอาไว้จะถูกต้องเสมอไป

หรือ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” ก็เป็นคำสอนที่ผิดในหลายๆ กรณี เพราะว่าการ “เอาตัวรอด” เป็นหลักนี่แหละ ที่ทำให้สังคมไทยเห็นแก่ตัว ไม่เสียสละเพื่อส่วนรวม ไม่ทำงานด้วยกัน และไม่เห็นความสำคัญของการช่วยเหลือคนอื่น

หากว่า...ไม่มีการปรับแก้ความเชื่อและวิถีปฏิบัติ ยังหลับหูหลับตาเคารพนับถือคนรวยและคนมีอำนาจ โดยไม่ตรวจสอบพฤติกรรมเบื้องลึก คนเก่งเก่งเพราะแหกกฎกติกาของสังคม และคนสร้างภาพลักษณ์โดยไม่สนใจเนื้อหา อุบัติเหตุร้ายๆ ระดับชาติ ก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ก่อนเลย...ก็ได้