เมื่อ นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ "จุง ฮอง วอน" (Chung Hong-won) ประกาศลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ
ต่อโศกนาฏกรรมเรือข้ามฟากใหญ่ Sewol ล่ม จนเป็นข่าวไปทั่วโลก เพราะว่ามีเด็กมัธยมบนเรือเกือบ 300 ราย และคนไทยในแวดวงโซเชียลมีเดียให้ความสนใจกันอย่างยิ่ง
หลายคนนำมาเปรียบเทียบกับการเมืองไทย โดยที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันโดยตรง
แต่เข้าใจได้ว่าคนในบ้านเมืองนี้ กำลังโหยหา "การแสดงความรับผิดชอบ" ของผู้มีบทบาททางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายปฏิบัติงาน หรือแม้แต่ฝ่ายต่อต้านกันอย่างกว้างขวาง เพราะเมื่อมีเรื่องเสียหายต่อบ้านเมือง ดูเหมือนว่าต่างคนต่างจะมีคำอธิบายหรือมาตราของกฎหมายที่เข้าข้างตนเองเท่านั้น
เราเกือบจะไม่ได้เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยิ่งเรื่องเสียสละเกินกว่าหน้าที่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เพราะหากว่ามีการแสดงความรับผิดชอบในระดับผู้บริหารบ้านเมือง สังคมไทยคงไม่ต้องมาเผชิญกับวิกฤติดังที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้
กรณีของ เกาหลีใต้ อาจจะมีคนบอกว่านี่เป็น "วัฒนธรรมการเมือง" ของเขา ที่แตกต่างไปจากของเรา
บางคนบอกว่า ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นนั้น นักการเมืองเขาหน้าบางกว่าของไทย แต่ความจริงผมว่านักการเมืองทั่วโลก ก็ไม่ได้แตกต่างกันในเรื่องของ "หน้าหนา" หรือ "หน้าบาง" แต่อยู่ที่ว่าสังคมของเขาคาดหวังการแสดงความรับผิดชอบจากนักการเมืองของเขามากกว่า หากเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลแล้ว สิ่งแรกที่คนของเขาจะถามคือ
ใครต้องรับผิดชอบ?
ไม่ใช่ถามว่า ใครจะเป็นแพะ?
เหมือนที่เราสงสัยว่าจะเป็น "วัฒนธรรมการเมือง" ของไทยเรา ซึ่งหยั่งรากลึกถึงขั้นที่เกิดความเชื่ออย่างกว้างขวางว่านักการเมืองไทยที่ "เก่ง" จริง จะต้องสามารถหลุดรอดจากความรับผิดชอบ หรือไม่ก็สามารถจะโยนกลองไปให้คนอื่น
นักการเมืองระดับสูงของไทย ที่ทำผิดแล้วถูกจับหรือถูกลงโทษ จะถูกมองว่า "ไม่แน่จริง" ไม่มีเส้นสายเพียงพอ หรือไม่สามารถวิ่งเต้นให้ตัวเองรอดได้
ค่านิยมของวงการเมืองไทย จึงอยู่ที่ว่า คนมีอำนาจไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่จะต้องมีความเป็น "หัวหมอ" หรือมีลูกน้องที่เป็น "นักวิ่งเต้น" เพื่อให้เจ้านายหลุดจากการถูกลงโทษ
จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่า ทำไมเมื่อเกิดเรื่องเสียหายระดับชาติ เราจึงได้ยินนักการเมืองหาเหตุผลที่บอกสังคมว่าพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะแม้ว่าความผิดจะเกิดขึ้นจริง บ้านเมืองเสียหายเพราะการกระทำของรัฐบาลจริง แต่คนอื่นต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ
จึงมีคำว่า "บกพร่องโดยสุจริต"
หรือ "ท่านไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพียงแต่ท่านทำสิ่งที่กฎหมายห้ามทำเท่านั้น"
หรือ "ผมพูดโกหกจริง แต่เป็นโกหกสีขาว" (White lies)
และที่เป็นตัวอย่างของการหลบหลีกความรับผิดชอบ ด้วยการอธิบายความเข้าข้างตัวเองอย่างสุดคลาสสิก คือ
"ฉันเพียงวางนโยบาย แต่ไม่ได้ปฏิบัติ ดังนั้น ถ้าหากเกิดความผิดก็เป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติ ไม่ใช่ฝ่ายนโยบาย"
แปลว่า นโยบายผิดหรือถูก ไม่รู้ แต่ถ้ามีปัญหาให้ไปโทษฝ่ายปฏิบัติ
ซึ่งแปลว่า นักการเมืองไม่ต้องรับผิดต่อนโยบาย หากมีปัญหาจากนโยบาย ให้ไปเอาผิดกับข้าราชการประจำที่รับนโยบายนี้ไปทำ
แต่หากว่า ข้าราชการประจำไม่เห็นด้วยกับนโยบายนักการเมือง หรือไม่ปฏิบัติตามที่นักการเมืองสั่งมา ก็มีสิทธิจะถูกโยกย้ายหรือปลดออก
สุดท้ายแล้ว ผมว่า เรื่องความสำนึกของนักการเมืองในการแสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่เรื่อง "วัฒนธรรม" ทางการเมืองของประเทศ หากแต่เป็นความแตกต่างใน "สำนึก" ของคนที่อาสามารับใช้ประชาชน แต่ไม่เคยตระหนักถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณชน
เราจึงไม่เคยเห็น นักการเมืองไทยที่ทำความผิดต่อกติกา ขอโทษประชาชน หรือ ลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเลย
ทั้งๆ ที่ อ้างว่า ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ แต่...ไม่เคยรู้ว่ากรอบจริยธรรมและความรับผิดชอบของผู้เป็นบุคคลสาธารณะนั้น เป็นสิ่งสะท้อนถึงคุณภาพการเมืองของประเทศ ที่สำคัญกว่า...หลายเท่านัก








