บนท้องถนนอันคับแคบและการจราจรที่คับคั่งแห่งหนึ่ง ของกรุงเทพมหานคร
ผมนั่งรถผ่านไปและมองเห็นสถานีดับเพลิงตั้งอยู่ริมถนน มีรถดับเพลิงจอดอยู่ 3-4 คัน
ภาพที่ทำให้ฉุกคิดก็คือ ผมเห็นรถยนต์หลายคัน จอดอยู่หน้ารถดับเพลิงเหล่านั้น และปิดเส้นทางออกของรถดับเพลิงเกือบทุกคัน ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะที่จอดรถมีจำกัด เจ้าหน้าที่บางคนหรือพ่อค้าที่อยู่ข้างเคียง อาจมาอาศัยจอดรถไว้ก็เป็นได้
แต่จะเป็นรถของใคร และจอดโดยมีใครได้รับผลตอบแทนพิเศษหรือไม่ก็ตาม สามัญสำนึกบอกผมว่า สถานีดับเพลิง ไม่ควรมียานพาหนะหรือสิ่งกีดขวางใดๆ มาขวางกั้นทางออกของรถดับเพลิงโดยเด็ดขาด เพราะในยามที่สัญญาณไฟไหม้ดังขึ้น ทุกวินาทีย่อมมีความหมาย และรถดับเพลิงทุกคัน จะต้องพุ่งตัวออกสู่ที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด
ผู้เชี่ยวชาญ บอกกับผมในภายหลังว่า ถือเป็นกฎเกณฑ์สากลเลยทีเดียว ที่จะต้องไม่มีสิ่งใดกีดขวางทางออกของรถดับเพลิง
เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงเรือ “เซวอล” ที่ล่มลง จนเป็น โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เรียกน้ำตาชาวเกาหลีใต้และชาวโลกอย่างท่วมท้น จนนายกรัฐมนตรี ต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งกัปตันและลูกเรือทั้งหมด ถูกจับดำเนินคดี และเมื่อวันพุธนี้ ประธานาธิบดี ก็ออกมากล่าวขอโทษต่อประชาชน
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบ เรือเฟอรี่อีกลำหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “โอฮามาน่า” เรือบรรทุกผู้โดยสารที่แล่นจากท่าเรืออินชอนไปยัง เกาะเซจู เส้นทางเดียวกับที่เรือ “เซวอล” ล่มลงนั่นเอง
เรือ “โอฮามาน่า” กับเรือ “เซวอล” มีเจ้าของเดียวกัน และเรือลำนี้ก็มีลักษณะที่คล้ายกับเรือเซวอล อย่างมาก ปกติเดินเรือโดยสารระหว่างอินชอน กับเจจู สัปดาห์ละ 3 ครั้ง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่เรือเซวอลเกิดอุบัติเหตุ เรือ โอฮามาน่า เพิ่งเดินทางเข้าถึงท่าเรืออินชอนพอดี จากนั้นจึงจอดนิ่งอยู่กับที่ หยุดให้บริการจนถึงวันนี้
ทางการเกาหลีใต้ได้เข้าตรวจสภาพเรือ โอฮามาน่า โดยมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นเพื่อหาข้อมูลว่า อาจมีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุให้เรือ เซวอล อัปปางลง
ปรากฏว่าได้พบเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะเรือโอฮามาน่านั้น มีความบกพร่องในระบบช่วยชีวิตยามฉุกเฉินหลายประการ เช่นมีเรือชูชีพที่ใช้การไม่ได้เลย ถึง 40 ลำ และสไลด์สำหรับให้ผู้โดยสารลื่นตัวหนีออกจากเรือก็ไม่ทำงาน ไม่มีอุปกรณ์ยึดรถยนตร์ที่บรรทุกมาให้ติดอยู่กับที่ และอุปกรณ์สำหรับยึดตู้คอนเทนเนอร์ ก็ทำงานบกพร่อง
เพียงแค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ถ้าหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับเรือโอฮามาน่า ในลักษณะคล้ายกับเรือเซวอล ก็คงจะเกิดความสูญเสียไม่ด้อยไปกว่ากัน ขณะนี้การตรวจสอบกำลังขยายวง ลงลึกไปสู่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลอุตสาหกรรมเดินเรือ เพราะมีข้อสงสัยว่าน่าจะมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น ในขั้นตอนต่างๆ เช่นการออกใบอนุญาตเป็นต้น
ส่วนนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งลาออกไป ก็กล่าวอย่างมีนัยว่า “ขณะนี้ ผมตระหนักแล้วว่า การคอร์รัปชันในเกาหลีนั้น ได้นำไปสู่ผลอันร้ายแรงอย่างยิ่ง ต่อสังคม”
บทเรียนเรื่องนี้ ทำให้ผมคิดถึงหน่วยงานต่างๆของไทยเรา ว่ามีการเตรียมความพร้อมทั้งอุปกรณ์ และคน เพื่อเผชิญเหตุฉุกเฉิน ได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน หรือทำแบบลวกๆ อย่างสถานีรถดับเพลิงที่ผมเห็น
ความเชื่อของผม (ซึ่งหวังว่าจะผิด) ก็คือคนไทยส่วนใหญ่ ไม่ใส่ใจจริงจังในเรื่องนี้มากนัก ขาดการทดสอบอุปกรณ์ หรือการฝึกฝนฝีมือและความพร้อมให้อยู่ในระดับ “ดีที่สุดตลอดเวลา” และเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ก็อาจขลุกขลัก จนไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ หรือช่วยชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
คนทำงานที่ไม่มีความพร้อม ขาดฝีมือ ขาดการฝึกฝน ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ แต่อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่อยู่ในสภาพพร้อม ก็สำคัญมากเช่นกัน และเราอาจจะตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ทั้งสองอย่างเลยก็ได้
เพราะเราทำงานกัน “สบายๆ” มาตลอด และสังคมก็ไม่ได้บรรจุคนที่มีความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ และสมรรถนะสูงเสมอไป เพราะมีการวิ่งเต้นขอตำแหน่ง ด้วยระบบเส้นสาย ในขณะที่การจัดซื้อจัดจ้าง ก็มี “เงินทอน” 30-40% ทำให้อุปกรณ์ที่ได้มามีคุณภาพ “ไม่สมราคา”
เมื่อวันจันทร์ที่ 28 เม.ย. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงผลการสอบข้อเท็จจริง กรณีนักเรียนนายร้อยตำรวจเสียชีวิต ในการฝึกกระโดดร่มเมื่อเร็วๆนี้ ว่า “นรต. ทั้งสองคน ไม่ได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุแน่นอน แต่ด้วยการประมาทของบุคคลที่มีวิชาชีพในการซ่อมบำรุง” และระบุว่ามีการซื้อสลิงใหม่มาแล้ว แต่ไม่ได้นำมาใช้งาน กลับไปใช้สลิงเก่าที่ซ่อมมา นอกจากนั้น สตช. ยังระบุอีกด้วยว่า “การซ่อมบำรุงไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มีการบีบ อัด เจีย ทั้งเทคนิคและวิธีการมีความบกพร่อง”
นั่นเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่อย่างหละหลวม และ/หรือ ฝีมือไม่ถึง ผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องช่วยกันรณรงค์ให้ทุกคน ทุกหน้าที่ ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ จะต้องมีจิตสำนึกและวัฒนธรรมในการทำงานอย่างรอบคอบ สุดฝีมือ และ “พร้อมที่สุด ตลอดเวลา”
ในการกล่าวขอโทษต่อประชาชนนั้น ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ยอมรับ ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ “เป็นความล้มเหลวทั้งระบบ” ซึ่งก็หมายรวมไปถึงการคอร์รัปชันด้วย นอกจากนั้น ยังได้ประกาศ ตั้งกระทรวงความปลอดภัยแห่งชาติขึ้นมา เพื่อดูแลปัญหาเหล่านี้ เหตุการณ์ที่เกิดในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าพัฒนาไปมากแล้ว ทำให้เราต้องหันกลับมา และตั้งคำถามกับประเทศไทยว่า
เรายอมรับกันหรือไม่ว่า ที่นี่ก็ ”ล้มเหลวทั้งระบบ” เช่นกัน






