กระแสตอบรับของเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ (Wearable Technology) ที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นจากงานโมบาย เวิลด์ คองเกรสที่ผ่านมา
ทำให้ผู้ผลิตสมาร์ทดีไวซ์อันดับหนึ่งอย่างซัมซุงมีโอกาสก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือรายใหญ่ได้เช่นเดียวกับผู้นำธุรกิจไฮเทครายอื่นที่มีทางเลือกในอนาคตเป็นธุรกิจรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไปจนถึงการบุกเบิกอวกาศ
อุตสาหกรรมไอทีนับเป็นอุตสาหกรรมที่มีพลวัตรสูงสุดมาตลอด 30 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งมา จนกลายเป็นความท้าทายที่กระตุ้นให้ผู้ผลิตต้องหาแนวทางใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา จนหลายๆ บริษัทที่อ่อนล้าก็เข้าสู่ภาวะถดถอยและปิดตัวลงในที่สุด
ที่ยังคงเหลืออยู่ก็ใช่ว่าหนทางจะสดใส เพราะอุตสาหกรรมไอทีอยู่ในภาวะซบเซามากว่า 2 ปีแล้ว การเติบโตของธุรกิจนี้ดูจะเทไปที่ฝั่งสมาร์ทดีไวซ์ อย่างสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตเป็นหลัก ทำให้เราเห็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ 3 ข้อนับจากนี้ไปคือ
ข้อ 1 ลูกเล่น หรือฟีเจอร์ที่จะเห็นได้มากขึ้นจะอาศัยผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง จึงเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเป็นหัวใจสำคัญ ต่างจากยุคแรกที่เน้นการแข่งขันด้วยฮาร์ดแวร์เป็นหลัก คือเน้นที่ความเร็วในการใช้งาน ความลื่นไหล ความเสถียรของระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่รองรับ
ยุคถัดมาเป็นการแข่งขันกันด้วยการออกแบบและวัสดุที่โดดเด่น ซึ่งทั้ง 2 ยุคนี้การเติบโตของธุรกิจยังคงเป็นหลัก 2 ดิจิตมาโดยตลอด โดยมียอดขายในหลักพันล้านเครื่องต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 แสนกว่าล้านดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับ 2 เท่าของยอดขายของโน้ตบุ๊คหรือเดสก์ท้อป จึงมีความรู้สึกว่าธุรกิจมือถือเติบโตเป็นอย่างมากใน 5 ปีที่ผ่านมา
แต่มาถึงวันนี้เริ่มมีสัญญาณของการ “อิ่มตัว” ให้เห็นบ้างแล้ว เริ่มจากตลาดมือถือที่ใหญ่ที่สุดของโลกในเวลานี้คือประเทศจีน ซึ่งไตรมาสที่ 4 ปี 2556 จีนประกาศยอดขายมือถือของจีนลดลง 3% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เติบโตในระดับ 2 ดิจิตมาโดยตลอด
เพราะความที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด จึงถูกจับตามองจากตลาดโลกมากที่สุด และไอดีซี หนึ่งในบริษัทวิจัยชั้นนำก็ยังระบุว่า ตัวเลขยอดขายในตลาดของปี 2556 ที่เติบโต 43% แต่ปีนี้จะโตไม่ถึง 20% ซึ่งถือว่าลดลงไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
ยุคทองของสมาร์ทโฟนที่เปิดศักราชโดยแอ๊ปเปิ้ลที่ผลิตเท่าไรก็ไม่พอขาย จนเราเห็นคิวเข้าซื้อยาวเหยียด และผู้ผลิตสินค้าไอทีมากหน้าหลายตาก็ผันตัวเองเข้ามาร่วมวงด้วย แต่หลายรายก็ไปไม่รอดเพราะยุครุ่งเรืองดังกล่าวกำลังจะผ่านพ้นไป หากเปรียบเทียบเป็นนักปีนเขาก็เท่ากับว่าเขาได้พิชิตยอดเขาสำเร็จแล้วและกำลังหาทางลง ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับวัฏจักรธุรกิจ
เพราะความไม่มั่นคงของธุรกิจนี้เองทำให้ผู้ผลิตต้องหาแนวทางใหม่ๆ ที่จะคงสร้างการเติบโตต่อเนื่องให้องค์กรได้ จึงกลายเป็นเหตุให้ซัมซุงต้องหันมาเน้นเรื่อง “ลูกเล่น” สมัยใหม่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น
ข้อ 2 ราคาที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ผลิตมีตลาดในระดับแมสรออยู่ ทำให้การแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนในอนาคตจะเปลี่ยนใจไปจากตลาดกลางถึงตลาดบนซึ่งเอาใจผู้บริโภคได้ยากกว่า ไปสู่ระดับกลางถึงล่าง ซึ่งต้องการเพียงความคุ้มค่าในการใช้งานเท่านั้น
ตัวเลขจากสำนักวิจัยระบุว่าราคาของสมาร์ทโฟนในระบบแอนดรอยด์ จะปรับลดราคาลง 6.1% ไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ แอ๊ปเปิ้ล ที่มุ่งเน้นตลาดบนมากกว่าอาจปรับลดลงเพียง 1% โดยสรุปจึงหมายความว่าผู้บริโภคจะได้สินค้าที่มีลูกเล่นเพิ่มขึ้นแต่ปรับราคาลดลงถึง 30% ใน 5 ปีข้างหน้า
ตลาดนี้จึงเปิดกว้างและผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแอนดรอยด์ และวินโดว์ส โมบาย ซึ่งจะแข่งขันกันที่ราคาและลูกเล่นที่มี ส่วนตลาดบนที่ถูกจองโดยแอ๊ปเปิ้ลก็เหนื่อยไม่แพ้กันที่ต้องหานวัตกรรมล่าสุดมากระตุ้นตลาดตลอดเวลา
คงค้างอีก 1 ข้อ ไว้ต่อกันในฉบับหน้าครับ








