ตลาดเสรี (Free Market) การค้าเสรี (Free Trade) เป็นอุดมการณ์ที่ใช้ได้เหมาะสมกับทุกประเทศ ทุกกาลเวลา
หรือว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ หรือเป็นได้ทั้งสองที่เป็นส่วนผสมกัน ไม่สามารถแยกได้ออกจากกัน โดยที่แต่ละประเทศหรือมหาอำนาจ เช่น อังกฤษ อเมริกา เลือกที่จะใช้มันให้เหมาะกับสถานการณ์ที่จะเป็นประโยชน์กับตนเองมากที่สุด
ประวัติศาสตร์ประเทศทั้งสอง ทั้งอังกฤษและอเมริกาล้วนได้เคยใช้นโยบายกีดกันการค้าปกป้องอุตสาหกรรมของประเทศตนมาแล้ว ในช่วงต้น ๆ ของการพัฒนา ซึ่งส่งผลดีมากกว่าผลเสีย ในเวลาต่อมา อังกฤษยกเลิกภาษีที่เก็บจากธัญพืช (Corn Law) เมื่อปี ค.ศ. 1846 เพื่อแลกกับการได้ขยายตลาดสินค้าอุตสาหกรรมที่อังกฤษกำลังได้เปรียบผู้อื่น แต่ก่อนหน้าที่อังกฤษไม่ได้เหนือกว่าคนอื่น อังกฤษทำอย่างไร?
ร้อยกว่าปีก่อนหน้านี้ในต้นศตวรรษที่ 18 สมัยนายกรัฐมนตรี Walpole ทำในสิ่งที่ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมในเอเชียได้ทำเช่นกัน เช่น มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมและการส่งออก มีการให้เงินอุดหนุนการส่งออก ลดภาษีการนำเข้าวัตถุดิบที่ต้องใช้ หรือตั้งกำแพงภาษีสินค้าสำเร็จรูปอุตสาหกรรมไว้สูงๆ มีการควบคุมคุณภาพสินค้าส่งออก มีการคืนภาษีวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออก อังกฤษคุ้มครองอุตสาหกรรมโดยใช้ Tariff สูงถึง 55% สำหรับสินค้านำเข้าประเภทอุตสาหกรรมในช่วงปี ค.ศ. 1820 ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น ฮอลแลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส เก็บในอัตราต่ำกว่า ซึ่งอยู่ในระดับ 6-20% เป็นต้น อังกฤษทำทุกทางที่จะไม่ให้ประเทศในอาณานิคม เช่น อเมริกา สามารถสร้างอุตสาหกรรมของตนเองที่จะมาแข่งขันในการส่งออกกับอังกฤษ เช่น มีการห้ามส่งออกสิ่งทอจากขนแกะ ห้ามอเมริกานำเข้าฝ้ายจากอินเดียซึ่งราคาถูกกว่าอังกฤษ หรือทำทุกทางที่จะให้ประเทศในอาณานิคมผลิตแต่สินค้าเกษตรหรือสินค้าขั้นปฐม โดยให้เงินอุดหนุนเพื่อที่ว่าอังกฤษจะได้ผูกขาดการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมไว้ประเทศเดียว
สำหรับอเมริกาเส้นทางเดินในการใช้นโยบายคุ้มครองปกป้องผู้ผลิตในสาขาอุตสาหกรรมในระยะแรกๆ ไม่ได้ต่างไปจากอังกฤษ ผู้นำทางปัญญาในเรื่องนี้ ในปลายศตวรรษที่ 18 ของอเมริกา ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคลังที่อายุเพียง 33 ปี คือ Alexander Hamilton เขาเป็นผู้ช่วย George Washington ในสงครามเอกราชเมื่อเขาอายุ 22 ปี คำว่าอุตสาหกรรมทารก หรือ Infant Industry เป็นคำที่เขาใช้มันเป็นคนแรกในรายงานเรื่อง Subject of Manufacture ซึ่งต่อมาทำให้โด่งดังขึ้นใช้กันไปทั่ว โดย Friedrich List ชาวเยอรมัน Hamilton เชื่อว่าขณะที่อเมริกายังล้าหลังในการต้องคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศให้รอดจากการถูกทำลายโดยผู้ผลิตจากต่างประเทศ และต้องคุ้มครองจนกว่าผู้ผลิตภายในประเทศจะแข็งแกร่งสู้กับต่างชาติได้ การช่วยเหลือทำได้หลายทางตั้งแต่โดยการตั้งกำแพงภาษีให้สูง ห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตได้เอง ให้เงินอุดหนุนการส่งออก ลดหย่อนหรือคืนภาษีวัตถุดิบที่ต้องใช้ คุ้มครอง Patent สิ่งประดิษฐ์ รัฐบาลต้องสร้างสถาบันและระบบการเงินเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม สนับสนุนการศึกษา สร้างสาธารณูปโภคการขนส่งให้เพียงพอ ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับการแข่งขันของผู้ผลิตในประเทศ ความคิดของ Hamilton มีอิทธิพลต่อมาจนถึงศตวรรษที่ 20
อเมริกาในศตวรรษที่ 19 เป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรที่ไม่มีคู่แข่งในระยะแรก ไม่เหมือนประเทศในเอเชียและละตินอเมริกาหลังสงครามที่เสียเปรียบและมีช่องว่างทางเทคโนโลยี ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ถึงช่วง 20 ปีแรกหลังสงคราม อเมริกาไม่จำเป็นต้องมีหรือพึ่งนโยบายอุตสาหกรรม หรือ Industrial Policy ที่ส่งเสริมการส่งออกในเชิงรุกเหมือนญี่ปุ่นหรือประเทศในเอเชีย ทั้งนี้เพราะ สัดส่วนสินค้าส่งออกหลักต่อการผลิตของอเมริกาไม่เคยสูงเหมือนญี่ปุ่นหรือประเทศในเอเชียตะวันออก
อเมริการ่วมค้ากับโลกค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับอังกฤษและสัดส่วนของการค้าอเมริกากับโลกไม่สูง สินค้าส่งออกอุตสาหกรรมของอเมริกาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีพื้นฐานความได้เปรียบจากการที่อเมริกามีทรัพยากรธรรมชาติมากก่อนประเทศอื่น (ซึ่งจะหมดไปหลังสงคราม) เช่น แก๊สธรรมชาติ ปิโตรเลียม แร่เหล็ก ถ่านหิน Bauxite ฯลฯ ทำให้ครึ่งหนึ่งของสินค้าอุตสาหกรรมส่งออก เช่น ผลิตภัณฑ์เหล็ก เครื่องจักร รถยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ล้วนมีฐานจากทรัพยากรเป็นวัตถุดิบ หรือมิเช่นนั้นบริษัทชั้นนำของอเมริกาในขณะนั้น เช่น โกดัก ที่ผลิตกล้อง ซิงเกอร์ ที่ผลิตจักรเย็บผ้า หรือบริษัทที่ผลิตเรือบินในเวลาต่อมามีขีดความสามารถและได้เปรียบทางเทคโนโลยีสูงกว่าผู้อื่น ทั้งหมดนี้ทำให้ความจำเป็นที่ต้องพึ่งรัฐบาลในการส่งเสริมการส่งออกหมดไป ไม่เหมือนญี่ปุ่นหรือประเทศในเอเชียที่ต้องการรัฐที่เข้มแข็งมาช่วยทำการส่งออกเชิงรุก
อเมริกามีตลาดภายในที่ใหญ่มากสามารถตั้งกำแพงภาษีเกือบสูงที่สุดในโลกเป็นเวลานาน ทั้งก่อนและหลังสงครามเลิกทาส อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 40-50 ในหลายช่วงเวลา ที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจอเมริกันเติบโตได้เป็นระยะเวลาอันยาวนานในช่วงที่อเมริกาไม่ได้ใช้นโยบายการค้าเสรีเหมือนอังกฤษ อเมริกาไม่เคยใช้นโยบายอัตราภาษี Tariff เป็นศูนย์เหมือนอังกฤษ แสดงให้เห็นว่าแม้อเมริกาจะตั้งอัตราภาษีนำเข้าไว้สูง รัฐบาลอเมริกันทั้งส่วนกลางและระดับมลรัฐไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่เป็นรัฐที่ทำหน้าที่เสมือนยามเฝ้าบ้าน หรือ Night Watchman State ความคิดของ Hamilton ทำให้เกิด Network หรือเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจ รัฐบาล และมหาวิทยาลัยวิจัย เงินกองทุนนวัตกรรมที่รัฐบาลอเมริกันในศตวรรษที่ 20 ที่ให้แก่มหาวิทยาลัยเด่นๆ หรือบริษัทขนาดใหญ่ เช่น MIT STANDFORD บริษัท Xerox หรือ ศูนย์วิจัย Palo Alto เพื่อวิจัยในโครงการความก้าวหน้าในการป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกา มีรากฐานจากความคิดของ Hamilton
ญี่ปุ่นและโลกที่สามเรียนรู้จากอเมริกาได้ในส่วนที่เป็นบทบาทของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาในทุกระดับ การสร้างมหาวิทยาลัยวิจัยที่มี Network กับภาคธุรกิจโดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ให้เงินทุนและทุนการศึกษา ที่ดิน สหรัฐฯ เด่นมากในการให้การสนับสนุนโครงการของมหาวิทยาลัยในสาขาเกษตร เช่น Morril Land Grant College Act 1862 มีผลทำให้เกิดมหาวิทยาลัยระดับมลรัฐจำนวนมากและมีส่วนทำให้มหาวิทยาลัยแข็งแกร่ง สถานีทดลองการเกษตรจำนวนมากเกิดขึ้นจากการส่งเสริมทางการเงินจากรัฐบาล (Hatch Act ค.ศ. 1887) รัฐบาลกลางส่งเสริมการวิจัยจนทำให้เกิดสถาบันที่เผยแพร่ความรู้แก่เกษตรกร ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของระบบสหกรณ์
ทั้งหมดนี้ทำให้อเมริกาก้าวทันยุโรปจากเดิมที่เคยล้าหลังกว่าในด้านการเกษตรที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้ Productivity หรือผลิตภาพภาคเกษตรเพิ่มขึ้นมาก Morill Act มีส่วนทำให้การขยายตัวของมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรมเป็นไปอย่างก้าวกระโดดในช่วงปี ค.ศ. 1870 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 การเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพในภาคเกษตร วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นควบคู่ไปกับความก้าวหน้าในทางวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่มีลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้นๆ เช่น เหมืองแร่ ธรณีวิทยา อุตสาหกรรมเคมี ควบคู่ไปกับการเติบโตของการลงทุนด้านการวิจัยของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่จำนวนมาก มีห้อง lab วิจัยของตนเองอย่างเป็นทางการ
เมื่อสิ้นศตวรรษที่ 19 เราได้เห็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยวิจัยเกิดขึ้นในสหรัฐฯ ในลักษณะที่เป็นสถาบันหรือวัฒนธรรม การก่อตั้ง American Association University เพื่อความมีเอกภาพของมาตรฐานในโครงการปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย ได้มีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ ให้มาอยู่ระดับแนวหน้าของโลก อเมริกาหลังสงครามจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยมาศึกษาเพื่อเอาปริญญามากกว่าในยุโรป ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้า เยอรมันเหนือกว่าอเมริกา ทั้งหมดนี้เป็นมรดกของศตวรรษที่ 19 ในเชิงวิวัฒนาการที่มีผลต่อความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของอเมริกาหลังสงคราม โดยเฉพาะในช่วง 1950-1970
อะไรทำให้สหรัฐฯ สูญเสียการเป็นผู้นำผูกขาดทางเทคโนโลยี?









