โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะชะลอแบบ Free - Fall หรือเกิดเป็นวิกฤติเป็นคำถามที่นักลงทุนต่างประเทศเริ่มถามมาก
เพราะกังวลว่าปัญหาการเมืองไทยจะยืดเยื้อและบานปลายจนเศรษฐกิจถูกกระทบรุนแรง ขณะที่ความเป็นรัฐบาลรักษาการก็เป็นข้อจำกัดที่ภาครัฐจะทำนโยบายเพิ่มเติมเพื่อประคองหรือพยุงเศรษฐกิจ ผลคือ ประเทศขาดเครื่องมือที่จะลดทอนผลกระทบของการเมืองต่อเศรษฐกิจ ซึ่งในกรณีเลวร้ายก็คือ เศรษฐกิจชะลอรุนแรงจนเกิดเป็นวิกฤติ อันนี้คือความห่วงใย
ความเห็นของผมในเรื่องนี้มีดังนี้
หนึ่ง โดยปกติเศรษฐกิจที่ชะลอเร็วแบบ Free - Fall คือเศรษฐกิจที่กิจกรรมเศรษฐกิจทรุดลงเร็วมาก จากการสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างกว้างขวาง ขณะที่ความสามารถของภาคทางการจะทำนโยบายที่จะรองรับแก้ไขสถานการณ์ไม่มีหรือมีน้อยจนไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้
ในกรณีของไทยขณะนี้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ปรับลดลงมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างกว้างขวาง และนักลงทุนก็ประเมินภาครัฐแม้เป็นรัฐบาลรักษาการว่า ยังมีเครื่องไม้เครื่องมือ เช่น การเร่งใช้จ่ายตามงบประมาณที่มีอยู่ การผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้อต่อการทำธุรกิจของเอกชน รวมถึงการทำงบประมาณปีหน้าที่เน้นงบประจำและการใช้จ่ายตามที่ได้มีการอนุมัติไว้เดิม เพื่อสร้างความต่อเนื่องให้กับเศรษฐกิจและธุรกิจ สิ่งเหล่านี้ยังทำได้ และถ้าเกิดขึ้นก็พอจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ก็มีนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีพื้นที่ที่จะผ่อนคลายเพิ่มเติม แต่ในเรื่องนี้ประเด็นที่ต้องตระหนักก็คือ ความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะชะลอรุนแรงนั้นมีแน่ ในกรณีที่ภาครัฐไม่สามารถรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ โดยเฉพาะความสามารถในการทำนโยบายที่จะป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจชะลอรุนแรง และถ้าความเชื่อมั่นในเรื่องนี้เป็นที่สงสัย การขาดความมั่นใจอย่างกว้างขวางก็อาจเกิดขึ้น
สอง ในกรณีวิกฤติ วิกฤติจะเกิดได้ต้องมีสองเงื่อนไข หนึ่ง ระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศมีความเปราะบางด้านเสถียรภาพค่อนข้างมากอยู่แล้ว เช่น ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูง มีเงินทุนไหลออกตลอด ค่าเงินอ่อนต่อเนื่อง และความเพียงพอของเงินทุนสำรองทางการน่าห่วง แต่ที่ยังไม่เกิดวิกฤติก็เพราะนักลงทุนยังเชื่อว่าทางการจะสามารถควบคุมสถานการณ์เศรษฐกิจได้ ส่วนเงื่อนไขสอง ก็คือ มีเหตุการณ์บางอย่างจุดชนวนทำให้ความเชื่อมั่นที่พอมีอยู่ กลายเป็นการสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างสิ้นเชิงต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ เมื่อชนวนถูกจุด การสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างกว้างขวางเกิดขึ้นนำไปสู่เงินทุนไหลออกรุนแรง กดดันปัญหาด้านเสถียรภาพที่เปราะบางอยู่แล้วให้เลวร้ายลงจนเป็นวิกฤติ กรณีวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ชนวนหรือ Trigger ก็คือ ตลาดการเงินสูญเสียความเชื่อมั่นจากการล้มสลายของธนาคารลีห์แมน (Lehman Brothers) ทำให้ความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐที่มีอยู่เดิมพัฒนาไปเป็นภาวะฟองสบู่แตกและเป็นวิกฤติในที่สุด
ประเทศไทยขณะนี้ แม้ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจจะยังไม่แสดงอาการ คือยังไม่มีความเปราะบางด้านเสถียรภาพที่ชัดและน่าเป็นห่วง แต่ความไม่สมดุลก็เริ่มมีในรูปการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินบาทก็อ่อนลงมาก แต่ฐานะทุนสำรองอยู่ในเกณฑ์ดี และสถาบันการเงินมีเสถียรภาพและมั่นคง แต่ถ้าเศรษฐกิจชะลอต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น ความเข้มแข็งของปัจจัยพื้นฐานที่เห็นขณะนี้ก็จะอ่อนแอลง และถ้าสถานการณ์การเมืองเลวร้ายลงจนกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างกว้างขวาง คือ เกิดตัวจุดชนวน หรือ Trigger เช่น การเมืองมีความรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ การสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างกว้างขวางก็จะเกิดขึ้น ดังนั้น การป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองบานปลายไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างกว้างขวางจึงเป็นเงื่อนสำคัญที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายต่อเศรษฐกิจเกิดขึ้น
สรุปก็คือ เศรษฐกิจชะลอขณะนี้ เป็นผลโดยตรงจากการเมืองในประเทศมากกว่าปัจจัยภายนอก และถ้าสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ เศรษฐกิจก็จะยิ่งถูกกระทบมาก สร้างความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจ และยิ่งการเมืองยืดเยื้อและมีความเสี่ยงต่อการเกิดสถานการณ์รุนแรง ความเชื่อมั่นก็จะยิ่งถูกกระทบ ดังนั้น โอกาสของการหลีกเลี่ยงภาวะ Free - Fall หรือวิกฤติจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเดียว คือ ไม่ทำให้สถานการณ์การเมืองเลวร้ายลงจนเกิดการสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างกว้างขวาง ทั้งจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ
ต่อคำถามว่าแล้วนักลงทุนส่วนใหญ่ขณะนี้คิดอย่างไร ผมว่าความเห็นนักลงทุนขณะนี้เท่าที่สัมผัสแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมองว่า ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤติการเมืองมาหลายครั้ง แต่ละครั้งก็สามารถมีข้อยุติได้ ทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้ แต่คราวนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา (This time is different) ความขัดแย้งยืดเยื้อมานาน ไม่มีการพยายามหาทางออกอย่างสันติขณะที่ความต้องการของคู่กรณีแต่ละข้างก็สุดโต่ง ที่สำคัญตัวที่เคยปิดเกมขัดแย้งในอดีต คือ การเลือกตั้งหรือการปฏิวัติ ดูจะไม่ใช่ทางออกที่คู่ขัดแย้งต้องการ (ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยแต่อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย) ทำให้การเมืองดูไม่มีทางออกและมีโอกาสที่จะจบด้วยความรุนแรง
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมองว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้ก็เป็นการเปลี่ยนผ่านของการเมืองในประเทศไทยที่ต้องเกิดขึ้น และการเปลี่ยนผ่านก็เกิดขึ้นในทุกประเทศในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ความท้าทาย คือ คนไทยทุกคน (ไม่ใช่นักการเมืองคู่กรณี) จะต้องช่วยกันมีบทบาทดูแลให้การเปลี่ยนผ่านสามารถเกิดขึ้นได้ ดังเช่น สังคมที่มีปัญญา เพื่ออนาคตของประเทศและเศรษฐกิจ ความหวังของนักลงทุนกลุ่มหลังนี้จึงฝากไว้กับคนไทยในประเทศที่พอจะรู้อะไรเป็นอะไรที่ต้องตื่นตัวและแสดงบทบาทนำร่วมหาทางออกแก้ไขปัญหา นำประเทศไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่สันติ ไม่ใช่แบบที่นักการเมืองกำลังทำอยู่
ณ จุดนี้ความเห็นนักลงทุนกลุ่มหลังยังเป็นความเห็นส่วนใหญ่ เพราะศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับ แม้ประเทศจะมีปัญหาหลายด้าน ที่ต้องแก้ไข แต่ก็แก้ไขได้ถ้าผู้นำทางการเมืองของประเทศเอาจริง ในลักษณะนี้การเปลี่ยนผ่านจึงเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศและของคนไทยทุกคนว่าจะสามารถร่วมกันหาทางออกอย่างสันติวิธีได้หรือไม่ เมื่อประเทศมีปัญหา
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้รวมถึงความเห็นนักลงทุน ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนเข้าใจดี คนไทยทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองสงบ การเมืองมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจไปได้ดี เข้มแข็ง มีงานทำ ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน และคนไทยรุ่นต่อไป คือ ลูกหลานได้ประโยชน์จากความเป็นประเทศที่ดี และมีความรักผูกพันที่จะรักษาและพัฒนาประเทศให้เติบโตต่อไปเพื่ออนาคตของประเทศไทยและของคนไทยรุ่นต่อๆ ไป แต่ขณะนี้สิ่งที่คนไทยทุกคนอยากเห็นไม่เกิดขึ้น เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาบนผลประโยชน์ของผู้สนับสนุน จึงจำเป็นที่คนไทยจะต้องมีบทบาทร่วมกันแก้ปัญหาประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประเทศเดินเข้าสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น









