มองฟิลิปปินส์จากบาทวิถี (1)

มองฟิลิปปินส์จากบาทวิถี (1)

ภาพชีวิตริมบาทวิถีของแต่ละสังคมย่อมสะท้อนความเป็นจริงของชีวิตผู้คนธรรมดาสามัญในสังคมนั้นให้เราเห็น

ด้วยการสนับสนุนโครงการ API Fellowships จากมูลนิธิญี่ปุ่น (Nippon Foundation) ทำให้ผมได้มาเดินมองชีวิตของผู้คนที่ฟิลิปปินส์อย่างสนุกสนาน ต้องขอบคุณโครงการและมูลนิธิฯไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ผมใช้ชีวิตที่ฟิลิปปินส์ไม่นานนัก แต่ก็มีเรื่องที่น่าสังเกตหลายเรื่อง และอยากลองอธิบายปรากฏการณ์ชีวิตบนบาทวิถีในฟิลิปปินส์สักสามเรื่องด้วยกัน ได้แก่ โรงรับจำนำ บัตรประจำตัว “พนักงาน” และเครื่องแบบ

หากเราเดินไปในเมืองใหญ่ เช่น เกซอน และมนิลา ภาพที่เราพบเห็นจนเป็นธรรมดา ได้แก่ โรงรับจำนำที่มีมากมายกระจายไปทั่วทุกหัวระแหง และมีผู้คนยืนต่อคิวกันเพื่อใช้บริการไม่ขาดสายตั้งแต่เช้าจนเย็นและในบางแห่งเปิดจนถึงดึกดื่นค่อนคืน

เมื่อแรกที่ผมเห็นภาพโรงจำนำและผู้คน ผมคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความยากจนของผู้คนในเขตเมืองใหญ่จึงต้องใช้บริการของโรงจำนำ แต่เมื่อลองสอบถามพูดคุยกับคนที่เดินออกมาจากร้านกลับพบว่าความเข้าใจของผมผิดถนัด คนที่นำนาฬิการาคาค่อนข้างแพงไปจำนำไม่ได้ต้องการเอาเงินมาใช้ หากแต่จำนำและให้ทางร้านนำส่งเงินที่ได้ไปให้แก่ญาติพี่น้องที่อยู่ที่อีกเกาะหนึ่งในกลุ่มหมู่เกาะ Visayas (กลุ่มเกาะตอนกลางของฟิลิปปินส์)

คำถามที่ผมกลับมาถามเพื่อนฟิลิปปินส์ก็คือ ทำไมคนกลุ่มนี้ไม่ใช้บริการของธนาคารเช่นประเทศไทย คำตอบก็คือ ธนาคารไม่ค่อยมีสาขาตามหมู่เกาะต่างๆ หากไม่ใช่เกาะสำคัญๆ จึงทำให้โรงรับจำนำรับหน้าที่นี้แทนธนาคาร สิ่งที่น่าสนใจก็คือ โรงรับจำนำในเมืองใหญ่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา เพราะคนในชนบทอพยพย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่มากขึ้นมาก จึงยิ่งทำให้โรงรับจำนำกำไรมากขึ้น

นอกจากการไม่ยอมไปเปิดสาขาเพื่อบริการลูกค้าของธนาคารแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ประเทศฟิลิปปินส์ไม่มีการทำ “บัตรประชาชน” เฉกเช่นในเมืองไทย เนื่องจากคนชั้นกลางไม่สนับสนุนด้วยเกรงว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (ลองนึกถึงเลขสิบสามหลักในบัตรประชาชนคนไทยดูนะครับ ความเป็นเราทั้งหมดถูกบันทึกไว้หมดและรัฐสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ง่ายดายมาก) ดังนั้น คนจำนวนมากในฟิลิปปินส์ที่ทำงานในภาคการผลิตไม่เป็นทางการก็จะไม่มีหลักฐานอะไรไปเปิดบัญชีธนาคารได้ จึงทำให้ต้องใช้โรงรับจำนำให้เป็นสถาบันการเงินในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งถือว่าสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจการเงินของฟิลิปปินส์

การตอบสนองความต้องการของผู้คนในเขตเมืองเช่นนี้ ทำให้บริษัทโรงรับจำนำได้เปิดสาขาไปอย่างกว้างขวาง บางบริษัทขยายสาขาถึงกว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศ บริษัทโรงรับจำนำที่ใหญ่ๆ เป็นของเอกชนและการเปิดสาขาก็เป็นห้องเล็กๆ ไม่เน้นความหรูหราแบบสถาบันการเงินธนาคารทั่วไป จึงทำให้การขยายสาขาไม่สิ้นเปลือง จึงขยายได้อย่างมากมายและกว้างขวางไปทุกพื้นที่

ภาพที่เห็นมากอีกภาพหนึ่ง ได้แก่ คนฟิลิปปินส์ที่ทำงานในระบบที่เป็นทางการ มักจะคล้องบัตรประจำตัว “พนักงาน” ของที่ทำงานของตน หากเปรียบเทียบกับคนไทยแล้ว จะพบว่าคนไทยไม่ชอบคล้องบัตรประจำตัวพนักงาน ด้วยความกรุณาของอาจารย์บุญเลิศ วิเศษปรีชา แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้พาผมไปพูดคุยกับคนไร้บ้านกลุ่มหนึ่งที่โดยธรรมดาจะไม่มีบัตรอะไร แต่คนหนึ่งในนั้นแสดงตัวตนให้เห็นอย่างภาคภูมิใจด้วยการหยิบบัตรพนักงานรักษาความปลอดภัยออกมาโชว์ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยทำงานในระบบก่อนจะออกมาสู่ชีวิตริมถนน

คนที่คล้องบัตรประจำตัว “พนักงาน” มักจะคอยปรับให้ด้านหน้าของบัตรแสดงออกเสมอในยามที่ลมหรือการเคลื่อนไหวของเขาได้ผลิกเอาอีกด้านที่ไม่มีรูปออกมา

บัตรประจำตัว “พนักงาน” ในฟิลิปปินส์ทำหน้าที่ทางสังคมมากกว่าในสังคมไทย เพราะบัตรประจำตัว "พนักงาน" ไม่ได้ใช้แสดงตัวในการเข้าไปในที่ทำงานเท่านั้น หากแต่เป็นการแสดง “ตัวตน” ให้แก่คนทั่วไปที่เดินผ่านกันไปมาในชีวิตประจำวันว่าเขาเป็นคนที่มี “ความหมาย” ไม่ใช้คนธรรมดาทั่วไป

บัตรประจำตัว “พนักงาน” ในฟิลิปปินส์ทำหน้าที่แตกต่างไปจากบัตรประจำตัว “พนักงาน” ในญี่ปุ่น เพราะในญี่ปุ่น บัตรประจำตัว “พนักงาน” แสดงถึงการมีสังกัดเป็นกลุ่ม รูปถ่ายจึงจำเป็นไม่มากนัก หากแต่ในฟิลิปปินส์เป็นการแสดงความหมายของปัจเจกชนมากว่าจึงเน้นที่รูปถ่ายของเจ้าของบัตร

แน่นอนว่า ด้วยเหตุที่ประเทศฟิลิปปินส์ไม่ยอมให้มีบัตรประชาชน จึงทำให้บัตรแสดงตัวตนเช่นนี้จึงมีความหมายและความสำคัญในการแสดงตนในกรณีที่จะเข้าไปสัมพันธ์กับกลไกรัฐในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง

ภาพที่เห็นชินตาอีกภาพหนึ่ง ได้แก่ การแต่งกายด้วยเครื่องแบบ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งมีมากมายในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร/ภัตตาคารใหญ่ๆ หรือในพื้นที่สาธารณะอื่นๆ เครื่องแบบรักษาความปลอดภัยจะสะอาดเอี่ยมและที่น่าสนใจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในที่ต่างๆ เหล่านี้จะติดอาวุธไว้ด้วย ตามธนาคารจะมีอาวุธค่อนข้างหนัก เช่น ปืนลูกซองบรรจุห้า/แปดนัด (คนไทยเรียน "ลูกซองปั้ม") ตามร้านอาหาร/ภัตตาคาร/ซูเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ ก็จะเป็นอาวุธประเภทปืนลูกโม่สามแปด

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะสังกัดบริษัทรักษาความปลอดภัยของเอกชนและได้รับการฝึกหัดในช่วงเวลาที่ไม่นานนัก จากนั้นแต่ละเช้าก็จะไปประจำตามสถานที่ต่างๆ และมักจะอยู่ทำงานในพื้นที่นั้นๆ ยาวนานกว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของประเทศไทยที่มักจะเวียนกันไปตามที่ต่างๆ ที่สำคัญ หากวัดด้วยสายตาคนไทยแล้ว คนในเครื่องแบบกลุ่มนี้จะดู “กร่าง” มากกว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสังคมไทยมากทีเดียว

ภาพจากบาทวิถีทั้งสามภาพนี้สะท้อนสังคมฟิลิปปินส์อย่างไร ขออนุญาตต่อคราวหน้านะครับ