วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สานฝันให้นายก (พิเศษ) : ปฏิวัติอำนาจอธิปไตยในมือของประชาชนเถิด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 3 บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย...”

และความหมายประชาธิปไตยที่กะทัดรัดโดยประธานาธิบดีลินคอล์น คือ “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” (Government of the People, by the People, for the People)

สิ่งที่พวกเราปวงชนชาวไทยต้องการ คือ การใช้อำนาจอธิปไตยได้มากขึ้น ในแต่ละวันพวกเราต้องการมีอำนาจเหนือกลุ่มคนผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนพวกเราทั้ง นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

พวกเราไม่ต้องการเพียงแค่การกากบาท 3 วินาทีในทุกๆ 4 ปี เพื่อเลือกผู้แทนพวกเราไม่ต้องการมอบสัมปทานการใช้อำนาจอธิปไตยให้กับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยที่พวกเราไม่อาจคิดต่าง ยึดคืน ระงับพักใช้ และเพิกถอนสิทธิการใช้อำนาจอธิปไตยของพวกเรา

สภาพประชาธิปไตยโดยตัวแทนของประเทศไทย

ในสภาพปัจจุบันประชาธิปไตยโดยตัวแทน(Representative Democracy) ของประเทศไทยเป็นปัญหาโดยตัวมันเอง ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะสนองความต้องการของปวงชนชาวไทยทั้งกลุ่มใหญ่ กลุ่มเล็ก และปัจเจกชน

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบันคือ ผู้แทนของพรรคเนื่องจากพรรค (โดยเจ้าของพรรค นายทุนพรรค และผู้มีอิทธิพลของพรรค) กำหนดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบันคือ ผู้แทนของประชาชนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น (อาจไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้มาใช้สิทธิน้อยกว่า 50 %

กลไกการคัดเลือกตัวแทนของพรรคก็ขาดความโปร่งใส และไม่เป็นประชาธิปไตย กฎหมายพรรคการเมืองไม่คุ้มครองเอกสิทธิของสมาชิกพรรคและคณะกรรมการพรรคอีกทั้งไม่บัญญัติกระบวนการคัดเลือกที่เป็นประชาธิปไตยทำให้บางพรรคเลยรวบอำนาจไว้ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คนเท่านั้น พรรคนั้นจึงมีเนื้อแท้เป็นเผด็จการ

ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งถูกกฎหมายบังคับให้เข้าสู่พรรค โดยไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายอุดมการณ์ที่ตรงกัน ปัจจัยสำคัญที่แท้จริงในการเลือกพรรคของ “นักเลือกตั้ง” เหล่านั้นคือโอกาสเป็นผู้แทนของพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งและโอกาสที่จะได้รับเลือกเป็นผู้แทน

เจ้าของพรรค นายทุนพรรค และผู้มีอิทธิพลของพรรค สามารถควบคุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างง่ายดายโดยมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ นักเลือกตั้งจะอยู่ใต้อาณัติของคนกลุ่มนี้อย่างเกือบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

การปกครองแบบนี้คือ “รัฐบาลของเจ้าของพรรค นายทุนพรรค และผู้มีอิทธิพลของพรรค โดยคนกลุ่มนี้ และเพื่อคนกลุ่มนี้” ไม่คำนึงถึงประชาชนปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่โดยมีปรากฏการณ์ร่าง พรบ. นิรโทษกรรม “สุดซอย” เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของสภาพการปกครองแบบนี้

ระบบปกครองเป็นธนาธิปไตย (Plutocracy) ใช้เงินเป็นจำนวนมากเพื่อลงทุนให้ได้สัมปทานอำนาจอธิปไตยเป็นระบบที่เกี่ยวกับราคาซื้อขาย ต่อรอง แลกเปลี่ยน ต้นทุนและกำไร โดยมี “ตลาดใต้ดิน” (ตลาดเลือกตั้ง ตลาดผู้สมัคร ตลาดผู้แทน ตลาดผู้มีสิทธิลงคะแนน ตลาดการปราศรัยหาเสียงโฆษณาชวนเชื่อ ตลาดนัดเฉพาะกิจเพื่อผ่านกฎหมายและญัตติที่สำคัญ)

หลังจากการกากบาท 3 วินาทีเพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้ว กลุ่มผู้แทนและพรรคพวกเครือข่ายมีอภิสิทธิ์ใหญ่โตด้านการเมือง เศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม โอกาสการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตประจำวันแต่พวกเราแทบจะไม่มีอำนาจ สิทธิ และบทบาทใดๆ ในกิจการบ้านเมืองถึงแม้ว่าการใช้สิทธิบางอย่างพอเป็นไปได้บ้างแต่ก็ยุ่งยากยากลำบากและแทบจะไม่มีผลใดๆ

ข้อจำกัดของแนวคิดการเพิ่มสิทธิการใช้อำนาจอธิปไตยในปัจจุบัน

ความพยายามในการเพิ่มสิทธิให้ประชาชนมีอำนาจการใช้อธิปไตยของตนเองนั้นปัจจุบันเป็นเพียงการเพิ่มสิทธิเลือกผู้แทนระดับท้องถิ่น (เพิ่มเติมจากการเลือกผู้แทนระดับชาติ) ด้วยวิธีการกากบาทเพียง 3 วินาที

ความคาดหวังที่จะได้จากการเลือกตั้งผู้แทนและผู้บริหารในระดับท้องถิ่นคือ ทำให้พวกเราได้รับการบริการ การอำนวยความสะดวก ความยุติธรรม ที่รวดเร็ว มีคุณภาพ และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามไม่มีสิ่งค้ำรับประกันใดๆ ว่าความคาดหวังเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน

ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วจากกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ก็คือ เมื่อไรก็ตามที่ผู้แทนและผู้บริหารทุจริต ฉ้อฉล ลุแก่อำนาจ ทรยศไม่เคารพ และไม่ฟังเสียงพวกเราปวงชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย พวกเราก็มีที่พึ่งน้อยมาก ทำได้แค่เพียงลุ้นอยู่วงนอก เฝ้ามองและรอคอยการพิจารณาของนักวิชาชีพในศาล องค์กรอิสระ ให้นักวิชาชีพเหล่านั้นทำหน้าที่อย่างเต็มที่คุ้มค่ากับเงินเดือนจากภาษีของพวกเรา

ซ้ำร้ายกลไกของสภาทั้งระดับท้องถิ่นและรัฐสภา แทบจะไม่มีผลใดๆ เลย กับกลุ่มผู้แทนและผู้บริหารที่ทรยศเหล่านั้นเลย เพราะตลอดประวัติศาสตร์ของชาติไทยแทบจะไม่เห็นการตำหนิ ประณาม หรือถอดถอนกลุ่มคนชั่วเหล่านั้น

ต้องบัญญัติให้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบเพิ่มและคุ้มครองปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

นอกเหนือจากสิทธิการกากบาทลงคะแนนที่สมบูรณ์ (Right to Vote) โดยเพิ่มสิทธิ “ไม่เห็นชอบให้เป็นผู้แทน” (คะแนนลบ) เพื่อคัดนักการเมืองออกจากระบบการเมืองและเพิ่มสิทธิการเป็นผู้แทน (Right to Be) ด้วยวิธีการจับหมายเลขบัตรประชาชนตามที่เคยเสนอไปในบทความ “ปฏิวัติ การเลือกตั้ง เพิ่มสิทธิให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” เมื่อวันที่ 27 และ 28 ก.พ. 2557 แล้ว พวกเรายังต้องการสิทธิอีกหลายประการ เพื่อใช้ในการควบคุมพฤติกรรม คุณธรรม จริยธรรมของผู้แทนผู้บริหารข้าราชการและพนักงานของรัฐ

พวกเราปวงชนชาวไทยไม่ต้องการถูกบังคับให้เป็นเพียง “ผู้มอบสัมปทานอำนาจอธิปไตยอย่างเบ็ดเสร็จ” ให้กับผู้แทนของพรรคตลอดเวลา 4 ปีแล้วนำอำนาจอธิปไตยของพวกเราไปใช้ทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ อย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม ทุจริตคอร์รัปชัน คดโกง ฉ้อฉล มีพฤติกรรมลุแก่อำนาจ กลับกลอกทรยศหักหลัง ไม่เคารพและไม่คำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของพวกเรา

พวกเราต้องการมีบทบาทให้สมกับฐานะผู้เป็น “เจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจอธิปไตย ผู้จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม/บุคคลธรรมดา/นิติบุคคลและผู้รับบริการ” ประชาชนอย่างพวกเราจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินก็ต่อเมื่อมีสิทธิ์ใช้อำนาจอธิปไตยให้สมกับฐานะของพวกเรา

พวกเราต้องการใช้อำนาจอธิปไตยอย่างเด็ดขาดถึงที่สุดในการยึดคืน ระงับ พักใช้ และเพิกถอนสถานภาพการเป็นผู้แทน และผู้บริหารบ้านเมือง ทั้งภาคการเมืองและภาคราชการของเหล่าบรรดา ส.ส. ส.ว. นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการ และพนักงานของรัฐ

พวกเราต้องการมีอำนาจในการควบคุมผู้แทนมากกว่าพรรคการเมือง ซึ่งในปัจจุบันพรรค (ย้ำอีกครั้งว่าเจ้าของพรรค นายทุนพรรค และผู้มีอิทธิพลของพรรค) มีอำนาจในการขับ ส.ส. (ที่ปวงชนเลือก) ออกจากพรรค และอาจจะสิ้นสุดสมาชิกภาพของความเป็น ส.ส. ในที่สุด

พวกเราต้องการใช้อำนาจในการประเมินผล พิจารณาความดีความชอบ โยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ท้องถิ่นของพวกเราที่สร้างความไม่พอใจให้กับพวกเราผู้เป็นทั้ง “เจ้าของ ผู้จ่ายเงิน และผู้รับบริการ”

โดยสรุปพวกเราต้องการอำนาจอธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) เพื่อเสริมเพิ่มเติมพลังการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance) ให้เข้มแข็ง เข้มข้นยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ใช่จะนำมาทดแทนกลไกในปัจจุบัน

วิธีการใช้อำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลกับบรรดาผู้แทน

เมื่อไรที่ ส.ส. และ ส.ว. มีพฤติกรรมที่ทำให้พวกเราไม่พอใจ พวกเราผู้มีสิทธิเลือกผู้แทนท่านนั้นจำนวนไม่น้อยกว่า 10 %ของคะแนนที่ผู้แทนท่านนั้นได้รับการจากเลือกตั้ง (หรือสัดส่วนของผู้แทนท่านนั้น ในกรณีที่เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ) สามารถลงชื่อร่วมกันเพื่อเริ่มกระบวนการลงประชามติถอดถอนได้เฉพาะในช่วงปิดสมัยการประชุมสภา

ระหว่างที่ขั้นตอนการลงชื่อร่วมกัน (ไม่น้อยกว่า 10%) ดำเนินไปให้แก่ผู้แทนท่านนั้นลาออกได้ แต่เมื่อไรก็ตามขั้นตอนการลงชื่อร่วมกันยุติลง ให้ผู้แทนท่านนั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และให้ กกต. ดำเนินการลงประชามติเพื่อไว้วางใจ

หากผลออกมาว่าคะแนนไม่ไว้วางใจมากกว่าคะแนนที่ผู้แทนท่านนั้นได้จากการเลือกตั้งก็ให้ผู้แทนผู้นั้นพ้นสภาพและต้องรับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการลงประชามติครั้งนั้น และให้ตัดสิทธิทางการเมือง (เช่น สิทธิลงคะแนน สิทธิเป็นสมาชิกพรรค สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง) เป็นระยะเวลาที่กำหนด

หากผลการลงประชามติออกมาว่าไว้วางใจก็ให้ผู้แทนผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ทั้งนี้ให้ผู้ร่วมกันลงชื่อรับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายสิบเปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายในการลงประชามติครั้งนั้น

วิธีการใช้อำนาจด้านบริหารกับข้าราชการและพนักงานของรัฐ

แนวทางที่พวกเราจะใช้อำนาจในการประเมินผลการทำงาน พิจารณาความดีความชอบให้ข้าราชการและพนักงานของรัฐนั้น สามารถทำได้โดยการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด

จากนั้นให้ทีมบริหารท้องถิ่น (ตำบล เทศบาล จังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด (ถ้าจะมี)) เลือกจากบัญชีรายชื่อจำนวน 6 คน ส่วนจำนวนอีก 5 คนมาจากการโหวตของสมาชิกสภาท้องถิ่นเพื่อเลือกผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่เสนอตัวทำหน้าที่เป็นคณะผู้ประเมินผลการทำงานและพิจารณาความดีความชอบ

ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใสในการทำงานของข้าราชการและพนักงานของรัฐ คือ ลดหรือยกเลิกปริมาณข้าราชการและพนักงานของรัฐที่สังกัดส่วนกลางที่ปฏิบัติงานในภูมิภาค (ราชการส่วนภูมิภาค) แต่ให้เพิ่มจำนวนผู้ปฏิบัติงานที่สังกัดหน่วยงานส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มีที่มาจากท้องถิ่น อยู่ในการกำกับดูแลและมีความใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น

แนวทางการใช้สิทธิของพวกเราอย่างเด็ดขาดถึงที่สุดในการโยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐออกนอกพื้นที่ท้องถิ่นนั้น สามารถทำได้โดยให้พวกเราผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่เดียวกันนั้นจำนวนที่เหมาะสมสามารถเข้าชื่อกันเพื่อโยกย้ายบุคคลผู้ไม่พึงประสงค์ดังกล่าวจำนวนที่เหมาะสมยกตัวอย่างเป็นแนวคิด เช่น จำนวน 500 คน สำหรับระดับอำเภอ จำนวน 2,000 คน สำหรับระดับจังหวัด เป็นต้น

พี่น้องประชาชนชาวไทยพร้อมที่จะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน พร้อมกันหรือยังครับพร้อมกันร่วมผลักดันให้พวกเรามีสิทธิ์ใช้อำนาจอธิปไตยดังกล่าวข้างต้นในแต่ละวัน เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้ศิวิไลซ์ด้วยตัวท่านเอง

-----------------------------

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ผูกพัน และไม่ใช่ในนามของพนักงาน PEA