การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคณะกรรมการประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือคนเสื้อแดง ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ผ่านพ้นไปด้วยดีโดยไม่มีเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างมวลชนทั้งสองกลุ่มตามที่หลายคนวิตกกังวล และถือว่าแกนนำผู้ชุมนุมสามารถดูแลการชุมนุมได้อย่างเรียบร้อย แต่นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนมองว่าเป็นเพียงแค่การแสดงศักยภาพเท่านั้น ยังไม่ได้มีการเคลื่อนมวลชนเพื่อกดดันฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างจริงจัง
ดังนั้นหากติดตามท่าทีของแกนนำการชุมนุม อาจทำให้หลายคนวิตกมากไปอีก เพราะจะมีการชุมนุมใหญ่อีกครั้งหลังเทศกาลสงกรานต์นี้ ซึ่งแต่ละกลุ่มอาจมีเป้าหมายต่างๆกัน แต่ที่น่ากังวลคือแกนนำการชุมนุมเตรียมระดมพลครั้งใหญ่เพื่อแสดงให้เห็นว่าฝ่ายตัวเองมีมากกว่าอีกฝ่าย และมีการท้าทายกันผ่านสื่อไปมาว่าการชุมนุมในครั้งหน้าจะเป็นการแสดงพลังครั้งใหญ่ของทั้งสองฝ่ายและเป็นการโชว์ให้เห็นว่าฝ่ายใดมีจำนวนคนมากกว่ากัน ซึ่งนอกจากจะเป็นการโชว์เพื่อให้คนกลุ่มเดียวกันได้เห็นแล้ว ยังเป็นการขู่ขวัญฝ่ายตรงข้ามด้วย
การแสดงพลังด้วยการชุมนุมว่าฝ่ายใดมีมากกว่ากันนั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าประหลาดใจ และอาจจะเป็นที่เดียวในโลกที่ฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลท้าประลองกำลังด้วยการจัดชุมนุม โดยวัดตัวเลขว่าใครมากกว่าใครชนะ แต่เชื่อได้ว่าเมื่อมีการจัดชุมนุมจริง ไม่ว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมฝ่ายใดจะมากกว่ากัน ก็แทบไม่มีผลใดๆต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากที่เป็นอยู่ อีกทั้งก็เชื่อได้ว่าไม่มีฝ่ายใดประกาศยอมรับว่าตัวเองมีน้อยกว่า เพราะแต่ละฝ่ายก็จะอ้างว่าฝ่ายตัวเองมีมากกว่าอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลจากการประลองกำลังด้วยการระดมกลุ่มผู้ชุมนุมในครั้ง ประการแรก อาจมีการเคลื่อนกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนออกไปจากพื้นที่ หรือ อาจสุ่มเสี่ยงต้องการปะทะกัน หากจำนวนคนมีจำนวนมากและแกนนำไม่สามารถควบคุมได้ดีพอ ประการที่สอง ความขัดแย้งกำลังเร่งระดับไปเป็นเรื่องของการเมืองคือการชิงไหวชิงพริบ หรือ การวางเกมทางการเมือง เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนในผลกระทบและมิติอื่นทางสังคม และประการที่สาม กำลังสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยจอมปลอมให้เกิดขึ้น โดยให้อภิสิทธิ์กับสิ่งที่อ้างว่าเสียงส่วนใหญ่
ยิ่งกว่านั้น เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองกลายเป็นเรื่องของเกมช่วงชิงอำนาจเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ตามมาคือปัญหาต่างๆของสังคมที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ หรือมีความพยายามจะแก้ไขมาก่อนนั้น ก็จะไม่ถูกนับมาพูดถึง หรือให้ความสำคัญอีกต่อไป ซึ่งหลังจากสถานการณ์ผ่านพ้นไป การเมืองไทยก็จะเข้าสู่วังวนเดิม คือ การเอาอกเอาใจผู้สนับสนุนจนหน้ามืดตามัว จนไม่คำนึงถึงด้านอื่นของสังคม อาทิ แนวทางการพัฒนาประเทศ หรือ แม้แต่พยายามแก้ไขเรื่องความเป็นธรรมก็มักไม่ให้ความสำคัญ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้แทบไม่แตะประเด็นความเป็นธรรม
เราเห็นว่าหากท่าทีทางการเมืองของคนในสังคมยังเป็นลักษณะ"การเบ่งกล้าม"เพื่อแสดงพลัง ก็จะทำให้การเมืองกลายเป็นสมรภูมิรบอย่างที่เห็น ซึ่งได้ตัดโอกาสอันน่าเสียดายจากกระแสการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน และที่สำคัญที่สุด การเมืองที่ชอบแสดงพลังนั้นก็มีโอกาสมากที่จะมีการแสดงพลังกันจริงๆระหว่างคนที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกัน ดังนั้น การเมืองที่ชอบโชว์พลังอำนาจของตัวเองนั้น ก็คือการเมืองแห่งการทำลายล้าง ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรกับสังคม นอกจากสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นเท่านั้น









