ผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา มีประเด็นน่าวิเคราะห์หลายด้าน หากเราจะรักษาไว้ซึ่ง ศรัทธา ของคนไทย
ต่อการหย่อนบัตรเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ต้องแก้ประเด็นปัญหาเหล่านี้ให้ชัดเจนเสียก่อน
หากไม่ปฏิรูปการเมืองกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้คนมีความเชื่อมั่นศรัทธาในระบบนี้ ไม่ช้าไม่นานก็จะมีคนสร้างระบบที่จะเอื้อประโยชน์ให้เฉพาะกลุ่มตน แต่อ้างความเป็น “ประชาธิปไตย” แบบฉบับของตน และเมื่อมี “ประชาธิปไตย” ยี่ห้อที่แตกต่างกันไปอย่างที่เราเริ่มเห็นกันทุกวันนี้ ความขัดแย้งก็จะไม่มีวันจบสิ้นลงได้
คนไปใช้สิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาเพียง 42.5% หรือ 18.67 ล้านคน (จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 48.7 ล้านคน) เปรียบเทียบกับปี 2008 ซึ่งอยู่ที่ 55.6%
ขณะเดียวกัน คะแนน “No Vote” หรือ คนกาช่อง “ไม่ประสงค์จะลงคะแนน” นั้น สูงถึง 2.2 ล้าน เท่ากับ 11.8%
บัตรเสียมีทั้งหมดประมาณ 960,000 คะแนน หรือเท่ากับ 5.15%
สะท้อนว่าประชาชนไม่มีความกระตือรือร้นที่จะออกมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของตน ทั้งๆ ที่ผู้ที่จะได้รับเลือกเข้าไปนั้น มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งทางการเมืองสูงเช่นนี้
เป็นไปได้ไหมว่าความไม่ตื่นเต้นของผู้ใช้สิทธิ มาจากเหตุผลที่ว่าอย่างไรเสียผลการเลือกตั้งก็จะออกมาอย่างที่คาดการณ์กันล่วงหน้า นั่นคือ จะมีการแบ่งตามฐานเสียงของพรรคการเมืองหลัก นั่นคื อเหนือกับอีสานเป็นของพรรคเพื่อไทย และภาคใต้เป็นของประชาธิปัตย์ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองก็ตาม
จึงเกิดความสงสัยในวงกว้างว่าวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้น เป็นเพียง “ร่างทรง” ของกลุ่มการเมืองต่างๆ เท่านั้น หรือไม่?
จึงเป็นหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ (รวมถึง ส.ว.สรรหา) ที่จะต้องพิสูจน์ว่าท่านมีความเป็น “อิสระ” ในการทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและให้ความเห็นชอบ ถอดถอน แต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่น กกต., ป.ป.ช., ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลปกครอง, ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น
กรณีที่ผ่านมา เช่น การถอดถอนนักการเมืองที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดมาแล้ว ไม่เคยทำได้สำเร็จในวุฒิสภา เพราะต้องใช้เสียง 3 ใน 5 หรือ 90 เสียง
มีความเชื่อกันในหมู่ประชาชนที่เบื่อหน่ายการเมือง ว่า การยกมือของสมาชิกวุฒิสภานั้น ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและเหตุผล หากแต่อยู่ที่ว่าแต่ละคนเป็นคนของกลุ่มการเมืองใด เรื่องถูกผิดไม่ใช่ประเด็น แต่เป็นเรื่อง “พวกใครพวกมัน” ไม่ว่าหลักฐานการสอบสวนจะชี้ชัดถึงความผิดถูกของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรต่างๆ เพียงใดก็ตาม
ไปๆ มาๆ ทำให้มีคนส่วนหนึ่งเชื่อว่า “สภาสูง” ของประเทศไทย แทนที่จะเป็นองค์กร “ตรวจสอบ กลั่นกรอง และ ถ่วงดุล” กลับกลายเป็นที่ “ฟอกตัว” ให้กับนักการเมืองที่มีพฤติกรรมที่ประชาชนรังเกียจด้วยซ้ำ
ที่รอคิวเข้าวุฒิสภาเพื่อให้ถอดถอน ก็มีตั้งแต่ประธานวุฒิสภาคนก่อน ตลอดไปถึงผู้นำทางการเมืองของรัฐบาลอีกหลายคน
หากเกิดกรณีซ้ำซากเหมือนเดิม คือ ไม่ว่าองค์กรอิสระจะตัดสินว่าคนระดับนำของประเทศได้กระทำความผิดชัดเจนเพียงใด แต่พอมาถึงวุฒิสภาก็มีมติไม่ถอดถอน หรือไม่ยืนยันความผิดเหล่านั้น ก็เชื่อได้เลยว่าความเชื่อมั่นศรัทธาต่อระบอบรัฐสภาของประชาชนจำนวนมาก จะยิ่งเสื่อมถอยลงไป
งานที่รออยู่ทันทีที่วุฒิสภาชุดใหม่เข้าทำหน้าที่ คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งในการป้องกันและปราบปรามพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบและองค์กรอิสระอื่นๆ ตามมา
หากสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งถูกมองว่า “สังกัดพรรคการเมืองโดยพฤตินัย” ก็จะทำให้เชื่อต่อไปว่าเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎรสามารถควบคุมเสียงส่วนใหญ่ของวุฒิสภา ซึ่งก็จะขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและความหวังของประชาชนส่วนใหญ่ ที่ต้องการให้ “สภาสูง” ถ่วงดุลและตรวจสอบ “สภาล่าง”
ใครจะตะโกนคำว่า “ประชาธิปไตย” เสียงดังเพียงใด จะอ้างว่าตนต่อสู้เพื่อประชาชนบ่อยครั้งแค่ไหน ก็ตาม หาก “เนื้อหา” และ “ภาคปฏิบัติ” ของนักการเมืองไทย ยังเป็นเช่นที่เห็นอยู่ ก็เชื่อได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียง “ปาหี่ประชาธิปไตย” เท่านั้น
หากเป็นเช่นนี้ บ้านเมืองก็ลงเหว...อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้






