อินเดียวันนี้...ไม่อ้วนเอาเท่าไร

วันนี้จั่วหัวขึ้นมาด้วยเพลงดังในอดีต ไม่อ้วนเอาเท่าไร ของวงมะลิลา บราซิลเลี่ยนที่เคยโด่งดังสุดฮิตติดดาวมาเมื่อซักประมาณ 20 ปีที่แล้ว
เนื้อร้องประมาณว่าแฟนหนุ่มก็หน้าตาหล่อดี แต่ติดตรงที่อ้วนนี่แหละ คือชอบอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าต้องเดินควงกันไปนี่ ก็คงต้องขอคิดนานหน่อย กลัวเพื่อนจะล้อเลียนอะไรประมาณนั้น พูดง่ายๆ ว่าเดินควงกับหนุ่มอ้วนนี่ มีอายเหมือนกัน ทำให้เห็นว่าปัญหาเรื่องความอ้วนนี่มีมานานแล้ว แม้กระทั่งนักแต่งเพลงของไทยยังนำมาสะท้อนผ่านบทเพลงได้ ความอ้วนจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาซะแล้ว
เรื่อง “ความอ้วน” หรือตอนนี้ที่ทางการแพทย์จัดเป็น “โรคอ้วน” ไปแล้ว ได้กลายเป็นปัญหาสำคัญของหลายๆ ประเทศทั่วโลก โดยประชากรที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่เกินกว่าครึ่งโลกและประชากรเด็กอีกประมาณ 1 ใน 4 ของโลกในปัจจุบันเป็นผู้มีน้ำหนักเกินมาตรฐานและเป็นโรคอ้วน ซึ่งสถิติจากองค์การอนามัยโลกพบว่ามีประชากรเสียชีวิตด้วยสาเหตุจากน้ำหนักเกินมาตรฐานและโรคอ้วนถึงปีละประมาณ 3.4 ล้านคนทีเดียว และคาดว่าภายในปี 2015 ประชากรประมาณ 2.3 พันล้านคนจะมีน้ำหนักเกินมาตรฐานและอีกประมาณ 700 ล้านคนอยู่ในข่ายเป็นโรคอ้วน
สำหรับในประเทศอินเดียที่หลายท่านอาจจะมีความรู้สึกหรือมีความเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และมีรายได้น้อยไม่พอรับประทาน ดังนั้น ปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วนจึงไม่น่าจะมีมาก ผมก็ขอเรียนไว้ตรงนี้เลยว่าถูกต้องครับแต่ไม่ทั้งหมด เพราะจากการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดพบว่าจากจำนวนประชากรอินเดียทั้งประเทศ 1,270 ล้านคน มีประชากรที่มีรายได้อยู่ต่ำกว่าระดับเส้นความยากจนประมาณ 407.4 ล้านคน นั่นหมายความว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้อยู่เหนือระดับเส้นความยากจน ก็ต้องสันนิษฐานต่อว่ามีกินพอเพียงที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนได้
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของมูลนิธิโรคอ้วนแห่งอินเดีย หรือ Obesity Foundation India ซึ่งเป็นสถาบันหลักที่สำคัญของอินเดียที่ทำงานเกี่ยวกับด้านนี้อยู่อย่างเข้มแข็งได้เปิดเผยตัวเลขออกมาว่าประชากรอินเดียที่อยู่ในข่ายเป็นโรคอ้วนมีจำนวนประมาณ 30 ล้านคน แต่บริษัทวิจัยในอินเดียบางแห่งออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยกับตัวเลขดังกล่าวโดยระบุว่าตัวเลขประชากรอินเดียที่เป็นโรคอ้วนตามที่มูลนิธิฯออกมาเปิดเผยนั้นน่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง พร้อมทั้งยืนยันว่าจากการศึกษาของบริษัทพบว่าตัวเลขประชากรอินเดียที่อยู่ในข่ายเป็นโรคอ้วนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 8% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งถ้าคำนวณคร่าวๆ ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 101.6 ล้านคน ก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ถ้าหากพิจารณาในแง่สัดส่วนของจำนวนประชากรทั้งประเทศเทียบกับประเทศอื่นแล้ว สัดส่วนประชากรที่อยู่ในข่ายเป็นโรคอ้วนของอินเดียซึ่งมีอยู่ประมาณ 8% ก็ถือว่ายังดีกว่าสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนประชากรอยู่ในข่ายเป็นโรคอ้วนมากกว่า 25% ส่วนสหภาพยุโรปก็มีสัดส่วนอยู่ที่ 15% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ
จากผลการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในอินเดียพบว่าสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ประชากรอินเดียเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นก็เพราะคนอินเดียสมัยใหม่นิยมบริโภคอาหารขยะ หรือ Junk Food มากขึ้น อันเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของอินเดียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของเมืองมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ครอบครัวเดี่ยวมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สามีภรรยาออกทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ทำให้มีรายได้สูงขึ้นเพราะครอบครัวมีรายได้สองทางแต่ก็มีเวลาที่จะอยู่บ้านน้อยลง ไม่มีเวลาปรุงอาหารรับประทานเอง และในที่สุดก็ต้องพึ่งพาอาหารขยะด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวกและความประหยัดเวลา นอกจากนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าวยังส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่นิยมออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงจนดึกดื่นค่อนคืน ทำให้ต้องรับประทานอาหารในเวลาดึกและไม่มีเวลาออกกำลังกายอีกต่างหาก
แต่จะว่าไปแล้วสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งผลให้คนอินเดียอ้วนกันจนเป็นกิจวัตรก็คือวิถีชีวิตปกติของคนอินเดียนั่นเอง เพราะคนอินเดียโดยทั่วไปมักจะเป็นคนชอบกินจุบกินจิบอยู่แล้ว ถ้าหากท่านผู้อ่านมีโอกาสเดินตามถนนในเมืองใหญ่ๆ ของอินเดียก็จะได้พบเห็นร้านเล็กร้านน้อยขายอาหารว่างอยู่ตลอดทาง แต่ที่สำคัญก็คือจะเห็นคนอินเดียยืนซื้อหารับประทานอาหารว่างกันตลอดเวลาเสียด้วย โดยเฉพาะในช่วงบ่ายซึ่งเป็นช่วงชอบกินจุบกินจิบระหว่างมื้อกลางวันกับมื้อค่ำที่ทิ้งช่วงยาวนานมาก คนอินเดียก็เลยต้องหาอาหารว่างมารับประทานคั่นรายการแก้หิวไปพลางๆ แต่ที่ส่งผลอย่างเป็นชิ้นเป็นอันต่อความอ้วนของคนอินเดียก็น่าจะมาจากการรับประทานอาหารค่ำตอนดึกที่น่าจะเรียกว่าอาหารดึกเสียมากกว่า เพราะคนอินเดียนิยมรับประทานอาหารค่ำในช่วงดึกมากถึงมากที่สุด ซึ่งบางครอบครัวอาจจะดึกไปถึง 5 ทุ่มหรือเที่ยงคืนเลยก็มี พอรับประทานเสร็จก็เข้านอนเลย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้อ้วนยังไงไหว
แต่ท่ามกลางวิกฤติก็ย่อมมีโอกาส ยิ่งมีคนเป็นโรคอ้วนมากขึ้นเท่าใดโอกาสทางการตลาดสำหรับสินค้าและบริการต่อต้านโรคอ้วนก็มีมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ จากการศึกษาของสมาพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมอินเดีย หรือ FICCI ร่วมกับบริษัทระดับโลกอย่าง Pricewaterhouse Coopers (PwC) เปิดเผยว่าขนาดตลาดของธุรกิจฟิตเนสและธุรกิจลดความอ้วนของอินเดียในปี 2012 มีมูลค่ากว่า 6 แสนล้านรูปี หรือคิดง่ายๆ ก็ประมาณ 3 แสนล้านบาทเลยทีเดียว โดย 60% ของมูลค่าตลาดมาจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการลดความอ้วน ทั้งนี้ คาดว่าตลาดต่อต้านโรคอ้วนดังกล่าวในอินเดียน่าจะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 10-12%
แต่ที่น่าแปลกใจมากสำหรับตลาดอินเดียก็คือ การรักษาโรคอ้วนหรือการลดความอ้วนด้วยการผ่าตัดกลับได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนอินเดียในเมืองที่มีเวลาน้อยและชีวิตมีแต่ความเร่งรีบ ซึ่งมีการเปิดเผยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในอินเดียว่าคนไข้ที่เข้าโรงพยาบาลเพื่อทำการผ่าตัดลดความอ้วนมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 5 เท่าตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในอดีตคนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดเพื่อลดความอ้วนในอินเดียจะเป็นคนต่างชาติเกือบทั้งหมด แต่ปัจจุบันประมาณ 50-60% ของคนไข้กลับกลายเป็นคนอินเดียไปแล้ว
ค่าผ่าตัดลดความอ้วนในอินเดียถือว่าต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จึงทำให้มีคนไข้จากต่างประเทศเดินทางไปเข้ารับการผ่าตัดกันมาก โดยค่าผ่าตัดลดความอ้วนที่อินเดียจะอยู่ประมาณ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น เทียบกับที่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่อยู่ระหว่าง 40,000-75,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โรงพยาบาลในอินเดียจึงหันมาลงทุนดำเนินธุรกิจด้านนี้มากขึ้นเพราะเป็นธุรกิจที่ลงทุนไม่มาก แต่ได้รับผลตอบแทนสูงมาก โดยลงทุนเพียง 2.5 ล้านรูปีหรือประมาณ 1.25 ล้านบาทเท่านั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถึง 25% ต่อปีเลยทีเดียว ส่วนธุรกิจลดความอ้วนโดยไม่ต้องทำการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจฟิตเนส ธุรกิจศูนย์ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพเพื่อลดความอ้วน และธุรกิจอาหารแคลอรีต่ำ ก็เป็นธุรกิจที่มีอนาคตสดใสในอินเดียเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพเพื่อลดความอ้วนที่ใช้เงินลงทุนศูนย์ละประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านรูปีเท่านั้น และสามารถคืนทุนได้ภายในสองปีครึ่งด้วยอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 10-12%
เรื่องโรคอ้วนในอินเดียจึงกลายเป็นโอกาสที่พลาดไม่ได้สำหรับนักธุรกิจไทย เพราะถ้าคนอินเดียยังไม่ปรับพฤติกรรมการบริโภคเสียใหม่ ยังไงๆ โรคอ้วนก็จะอยู่คู่ไปกับคนอินเดียชั่วนิจนิรันดรแน่นอน...ฟันธง!!!







