บรรดานักวิเคราะห์การเมืองต่างฟันธงตรงกันว่า นับจากนี้ไป การเมืองไทยจะเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
แต่จะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของอะไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมี "คติ" ทางการเมืองอย่างไร ซึ่งสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในขณะนี้ คือ การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองใหญ่ที่มีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองด้วยมวลชน 2 กลุ่มในช่วงเวลาเดียวกัน นั่นคือ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ คนเสื้อแดง
การเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบนี้ อาจถือว่าเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่มีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่ทั้งสองกลุ่มเคลื่อนไหวในคราวเดียวกัน ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคำขู่จากบางฝ่ายว่าเตรียมดำเนินการบางอย่าง อีกทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะทหารก็ออกมาเตือนด้วยความกังวลว่าสถานการณ์จะนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในเดือนเม.ย. ที่จะถึงนี้ เนื่องจากมีเหตุการณ์ตัดสินทางการเมืองในเชิงกฎหมายจากองค์กรอิสระ ซึ่งอาจมีผลต่อการเมืองไทยในระยะถัดไป
นอกจากประเด็นความเคลื่อนไหวเชิงมวลชนแล้ว เรายังได้ยินได้ฟังการโต้แย้งทางความคิด หรืออาจกล่าวว่าเป็นความขัดแย้งทางความคิดในเรื่องของ "สิทธิ" ในการตีความตามรัฐธรรมนูญ โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรม ดังนั้น อำนาจจึงกลับไปเป็นของปวงชนชาวนา หรือสิทธิทางการเมืองจึงกลับไปอยู่กับปวงชนชาวไทยอีกครั้ง ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งย้ำว่าการเลือกตั้งได้ดำเนินการอย่างถูกต้องแล้ว และต้องยอมรับสิทธิพื้นฐานของประชาชน แต่กลับมีกระบวนการที่พยายามแย่งสิทธิของประชาชน
ไม่ว่าสถานการณ์นับจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร และไม่ว่ากระบวนการตัดสินขององค์กรอิสระ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่มีความเป็นธรรมจากอีกฝ่ายหนึ่งนั้น จะมีผลการตัดสินอย่างไร ก็จะถูกนำไปใช้ทางการเมืองกันอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพราะว่าขณะนี้ความขัดแย้งทางการเมืองได้ก้าวไปสู่ขั้นการช่วงชิงอำนาจขนานแท้ โดยไม่สนใจผลกระทบด้านอื่นเสียแล้ว กล่าวคือ เป็นการเมือง "จริงๆ" ดังนั้น การอ้างสิทธิ หรือ ความเป็นธรรมใดๆ ก็เป็นเพียงการอ้างเพื่อประโยชน์ทางการเมืองทั้งสิ้น ส่วนผลกระทบก็กล่าวโทษอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น
ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ก็ปรากฏชื่อการรวมรวมกลุ่มของคนหลายฝ่าย เพื่อพยายามหาทางออกให้กับสภาพความขัดแย้งในปัจจุบัน อาทิ กลุ่ม 7 องค์กรธุรกิจ หรือ กลุ่มองค์กรภาคประชาชน ที่พยายามเสนอแนวทางปฏิรูป บางคนได้รับผลกระทบทางการเมืองโดยตรง ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ข้อเสนอของกลุ่มอื่นๆ มักจะถูกหยิบฉวยเพื่อหวังผลประโยชน์การเมืองในบางประเด็น และยิ่งความขัดแย้งเข้มข้นขึ้น ความเห็นอื่นที่นอกเหนือจากกลุ่มของตัวเองนั้น แทบจะไม่มีความหมายใดๆ เลย
เราเห็นว่า ขณะนี้เริ่มเกิดสัญญาณที่น่ากังวลยิ่งกว่าระเบิดรายวัน นั่นคือ เมื่อกลุ่มการเมืองเริ่มปฏิเสธแนวคิดคนอื่นหรือไม่พูดถึงแนวคิดกลุ่มอื่น แต่ย้ำแต่แนวคิดของตัวเองนั้น เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าจะเกิดความขัดแย้งรุนแรง เนื่องจากการเมืองเข้าสู่ "โหมด" การเมือง "จริงๆ" จึงไม่น่าแปลกที่มักจะอ้างความชอบธรรมและสิทธิของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธสิทธิของผู้อื่น ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ "เสียง" จากคนอื่นจึงไม่มีความสำคัญเท่ากับของตัวเอง และมักจะถูกปฏิเสธเสมอ เมื่อการเมืองมอง "เสียงคนอื่น" ไม่มีความหมาย สถานการณ์ก็เลวร้ายลงมากเท่านั้น









