ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะ พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ว่า
ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิตัดสินเรื่องนี้ กกต. ประชุมกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ นปช.นัดเคลื่อนพลวันที่ 5 เมษายน และ กปปส.จะเดินขบวนใหญ่อีกครั้งในวันที่ 29 มีนาคม
หรือนี่คือ สัญญาณ ว่า วิกฤติการเมืองไทย ที่ร้ายแรงกว่าที่ผ่านมา กำลังจะระเบิดขึ้นอีก?
และหากว่าประเทศชาติกำลังเดินหน้าเข้าสู่มิคสัญญีที่หนักหน่วงกว่าที่ผ่านมา ใครต้องรับผิดชอบ? ใครมีหน้าที่จะต้องป้องกันไม่ให้บ้านเมืองถลำเข้าสู่ห้วงเหวอเวจี?
คำตอบก็คือ ผู้มีอำนาจ และผู้เป็นคู่กรณีกับผู้มีอำนาจ และส่วนอื่นๆ ของสังคม มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องเสนอทางออกให้ประเทศชาติ และต้องไม่ยอมให้การแย่งชิงอำนาจการเมืองนำพาประเทศไปสู่หายนะ
ไม่ว่าจะวิเคราะห์ “สูตร” ไหน จากวันนี้ หากยังยึดติดกับคำว่า “ชนะ” หรือ “แพ้” และประเมินจากพื้นฐานของ zero-sum game หรือ winner-take-all บ้านเมืองก็จะก้าวเข้าสู่วิกฤติซ้อนวิกฤติอยู่ดี
เพราะว่า zero-sum game หมายถึง สิ่งที่ฝ่ายหนึ่งได้ทั้งหมดเมื่อลบสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งเสียทั้งหมด จะเท่ากับศูนย์ ดังนั้น ฝ่ายที่สูญเสียจะไม่เหลืออะไรเลย ขณะที่ฝ่ายที่ได้จะเป็นผู้ครอบครองทั้งหมด
ในการเล่นเกมอาจจะเกิดสถานการณ์เช่นนั้นได้ แต่ในความเป็นจริงแห่งสังคมการเมือง เกมจบที่เลขศูนย์หมายความว่าจะไม่มีแรงถ่วงดุลกันและกัน ซึ่งจะพาไปสู่ความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด
ส่วนเกม winner-take-all ก็มีความหมายไม่ต่างกันมากนัก แปลว่า ผู้ชนะรวบเอาทุกอย่างมาเป็นของตัวเอง และผู้แพ้จะกลายเป็นเหยื่อของการกระทำของผู้ครอบครองอำนาจต่อไป
ในสังคมมนุษย์ กติกาเช่นนี้ย่อมนำไปสู่ความวุ่นวายปั่นป่วนไม่รู้จักจบสิ้น เพราะไม่มีที่ว่างสำหรับฝ่ายเสียงข้างน้อยหรือผู้ที่ถูกมองว่า “แพ้” ในเกมการเมือง
ดูจากบทวิเคราะห์ของกูรูการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะออกมาในสูตรใด ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลรักษาการของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสามารถเดินเกมให้สามารถกุมอำนาจต่อไป ให้มีการเลือกตั้งจนตนเองสามารถกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกรอบหนึ่ง และกดดันให้ฝ่ายผู้ต่อต้านยุติการชุมนุมด้วยเหตุผลของ “ความชอบธรรม” ที่มาจากการหย่อนบัตรเลือกตั้ง หรือภาพของฝ่าย กปปส. สามารถสร้างให้เกิด “สุญญากาศ” ทางการเมือง เพื่อนำไปสู่ “นายกฯ คนกลาง” ก็ล้วนแต่ไปจบลงตรงที่มีความขัดแย้งรอบใหม่ทั้งสิ้น
ต่างฝ่ายต่างมีเงื่อนไขของตนเองที่อีกฝ่ายหนึ่งรับไม่ได้ แต่ในท้ายที่สุด บ้านเมืองไม่ได้ตัดสินด้วยเงื่อนไขของคู่กรณีในความขัดแย้ง หากอยู่ที่ว่าคนไทยจำนวนมากที่ไม่ได้ต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งนี้ ต้องการเห็นทางออกที่ “ยอมรับกันได้ทุกฝ่าย” มากกว่าที่จะเห็นการเผชิญหน้าจนอีกฝ่ายหนึ่งหมดสภาพไป
ดังนั้น ไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะพยายามสร้างอำนาจต่อรอง หรือสร้างภาพของความเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือว่า ทางออกของบ้านเมืองจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเจรจาเท่านั้น ไม่มีทางอื่นใดที่จะแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรังได้
ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาล หรือ กปปส. จะมีเงื่อนไขอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของคู่กรณี ที่จะต้องหาทาง “แสวงจุดร่วมและสงวนจุดต่าง” และลดเงื่อนไขฝ่ายของตนเพื่อให้บรรลุถึงข้อตกลงทีละประเด็น โดยที่ให้คนไทยส่วนใหญ่เห็นว่านี่มิใช่การเอาชนะคะคานกัน หากแต่เป็นการร่วมกันหาทางออกที่ “พอจะรับกันได้”
เพื่อไม่ให้ความร้อนแรงการเมือง กลายเป็นความรุนแรงที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ที่บรรพบุรุษได้สร้างกันมาหลายร้อยปี และที่จะส่งต่อไปให้คนไทยรุ่นใหม่รับผิดชอบ
ข้อเสนอจากหลายฝ่าย ให้รัฐบาล และ กปปส. เจรจากัน เพื่อหา “ทางสายกลาง” เพื่อบรรลุเป้าหมายของการปฏิรูปเคียงคู่กับการเลือกตั้ง (ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่ากันในการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงและยั่งยืน) เป็นแนวทางที่ทั้งสองฝ่ายต้องนำมาพิจารณา เพื่อพิสูจน์กับปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ว่า ท่านไม่ได้กำลังนำพาประเทศเข้าสู่สงครามกลางเมือง ที่จะทำลายล้างความเป็นชาติไทยอย่างให้อภัยไม่ได้ ไปชั่วลูกชั่วหลาน
ต้องเป็นสูตร Non-Zero-Sum Game เท่านั้น ที่จะทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะที่จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีและความมั่นคง ภายใต้ประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายเรียกร้องต้องการ...มาตลอด









