วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ว่าด้วยโลงศพและน้ำตา

เมื่อ พ.ร.บ. กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมล้มไป ถามว่าประเทศไทยเสียโอกาส

และเสียเวลาในการสร้างอนาคตของประเทศหรือไม่?

คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง บอกกับนักข่าวเมื่อวันก่อนว่า

“ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องลงทุน ในโครงการขนาดใหญ่เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้า หลังจากปัญหาทางการเมืองยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในรูปแบบใด และเมื่อไหร่ ทำให้การอุปโภคและบริโภคของภาคประชาชน การลงทุนของภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศเกิดภาวะชะลอตัวอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน"

“แน่นอนว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะไม่ดีเลย เพราะว่าปัญหาการเมืองยืดยาวกว่าที่หลายคนประเมิน โดยส่วนตัวแล้วมองว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เรียกว่าซึมตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในกรณีนี้แม้ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในขณะนี้ก็ตาม แต่แนวโน้มในอนาคตจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น สุภาษิตที่ว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ก็จะเป็นความจริง”

หากถามว่าประเทศไทยต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่? คำตอบคือต้องทำเช่นนั้น

ถามว่าโครงสร้างพื้นฐานต้องเป็นไปอย่างที่รัฐบาลนี้ร่างขึ้นมาเพื่อกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทหรือไม่? คำตอบคือไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นไปตามแบบแผนที่เสนอ

หลายโครงการ เช่น รถไฟความเร็วสูง และอีกหลายโครงการก็ยังขาดการศึกษาความเป็นไปได้ หรือความคุ้มทุนอย่างจริงจัง

อีกทั้งยังมีข้อสงสัยว่า “นักการเมือง” เป็นผู้กำหนดโครงการเพื่อผลประโยชน์ของตน มิใช่เพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาวมากกว่า

และรัฐบาลยังมิอาจจะคลายความสงสัยคลางแคลงของประชาชน ว่าโครงการยักษ์ที่เสนอกู้เงินมหาศาลเช่นนี้ มีช่องว่างสำหรับการโกงกินระหว่างทางกันอย่างยิ่ง วงในพูดกันถึงเงินใต้โต๊ะ 20-30% เพราะว่าเมื่อเป็นเงินกู้ “นอกงบประมาณ” มาตรการที่จะตรวจสอบเพื่อป้องกันการคอร์รัปชันก็จะอ่อนแอ และนักการเมืองก็สามารถจับมือกับข้าราชการและพ่อค้าฉ้อฉลเอาเงินไปใส่กระเป๋าตัวเอง เพื่อคงอำนาจทางการเมืองของตนเอาไว้

นี่คือ ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผู้คนมีความสงสัยโครงการใหญ่ๆ อย่างนี้มาตั้งแต่ต้น และถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถจะบอกว่า มีกลไกป้องกันการโกงกินเช่นนี้อย่างไร

แม้ว่างบประมาณปกติที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามระเบียบราชการ ยังถูกนักการเมืองและข้าราชการฉ้อฉลหาช่องว่างโกงเงินประชาชนอย่างมโหฬาร ยิ่งหากเป็นเงิน “นอกงบประมาณ” มิยิ่งเปิดทางให้มีการปู้ยี่ปู้ยำเงินภาษีประชาชนกันอย่างสนุกสนานหรือ?

คำมั่นสัญญาของรัฐบาลว่าจะไม่มีการโกงกินกันนั้น ไม่มีใครเชื่อ และยิ่งเมื่อรัฐบาลแสดงท่าทีไม่เคารพในการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล (checks and balances) ขององค์กรอิสระและภาคประชาชนด้วย ก็ยิ่งสร้างความคลางแคลงต่อเจตนาของผู้เสนอกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มากขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

ถามว่าหากจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต จะต้องทำอย่างไร?

ก็ต้องมีการเสนอโครงการ ที่ประชาชนทุกภาคส่วนและผู้มีความรู้ความสามารถนอกวงการทางการเมือง สามารถจะวิเคราะห์วิจารณ์และศึกษาอย่างละเอียดรอบด้านเสียก่อน

เพื่อตอบคำถามว่า “หากสร้างแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์แค่ไหน? ใครได้ประโยชน์ที่แท้จริง?” และจะต้องใช้งบประมาณตามกระบวนการปกติที่ตรวจสอบได้

ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะนักการเมืองที่บังเอิญมีอำนาจอยู่ในขณะนั้น บอกว่า “ฉันต้องการสร้าง ฉันมีเสียงข้างมากในสภา ดังนั้นฉันจะผ่านกฎหมายกู้เงินเท่าไรก็ได้... ประชาชนจะต้องเป็นหนี้ไปอีก 50 ปีก็ช่าง เพราะถึงตอนนั้นฉันไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว”

สูตรนี้แหละที่ทำให้เราเห็นโลงศพมาแต่ไกล ตะโกนเตือนแล้วเตือนอีก คนมีอำนาจไม่เชื่อ ลงท้ายประชาชนทั้งประเทศต้องหลั่งน้ำตา อย่างที่เห็นกัน

เอาเฉพาะนโยบายจำนำข้าวก็เห็นเป็นตัวอย่างเรื่อง “โลงศพกับน้ำตา” ชัดเจนเพียงใดแล้ว...มิใช่หรือ?