การประชุมของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ กำลังถูกจับตามอง
ว่าจะดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในตลาดซื้อคืนพันธบัตร (repo) จากระดับ 2.25% ในขณะนี้หรือไม่ เพื่อช่วยคลี่คลายปมภาวะเงินฝืดที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ สืบเนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศที่หดหายไปมาก โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จากการสำรวจของหอการค้าไทยลดลงต่ำสุดในรอบ 12 ปี 4 เดือน นับตั้งแต่พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นมา ที่ระดับ 69.9 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ลดจาก 71.5 ในเดือนมกราคม 2557 ซึ่งลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11
กำลังซื้อในประเทศที่หดตัวลง ส่งผลต่อการนำเข้าสินค้าในเดือนมกราคม ที่ติดลบถึง 12.9% เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนจากรายงานของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นการลดลงในหมวดสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค 12% สินค้าทุนลดลง 17% หมวดอื่นๆ ลดลง 64% ในจำนวนนี้เป็นการลดลงของหมวดรถยนต์ถึง 31% มีเพียงหมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ ที่เพิ่มขึ้น 1.1% ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นการสะท้อนจากความกังวลของผู้ประกอบการที่กังวลว่า หากมีการผลิตสินค้าออกสู่ตลาดแล้ว จะขายไม่ออก ทำให้ภาพรวมของการลงทุนในภาคเอกชนอยู่ในระดับที่ติดลบไปด้วยถึง 8.6% เนื่องจากการใช้จ่ายในประเทศที่อ่อนแอและการส่งออกหดตัวลง ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงต่อเนื่องดังกล่าว
นอกจากนี้ แนวโน้มของสินเชื่อที่ชะลอตัวลง จากการที่ภาคครัวเรือนเพิ่มความระวังการใช้จ่าย ตามความเชื่อมั่นต่อรายได้ในอนาคตที่ลดลง เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะสินเชื่อภาคครัวเรือนมีอัตราที่ชะลอตัวต่อเนื่องเอง หลังจากที่ทิศทางหนี้ครัวเรือนได้พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจากรายงานของ ธปท.เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 3 ในปี 2556 เพิ่มขึ้นเป็นยอดหนี้สูงถึง 9.4 ล้านล้านบาท หรือ 81% ของจีดีพี และหากว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2557 นี้มีการชะลอตัวลงที่ระดับ 3% หรือต่ำกว่านั้น ก็จะยิ่งซ้ำเติมและกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนได้
สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ ก็คือ ถ้าหากว่า จีดีพี ไม่อาจจะเติบโตในระดับที่สร้างรายได้ ให้เพียงพอกับภาระหนี้ของภาคครัวเรือนจนเกิดภาวะที่ผิดนัดชำระหนี้ หรือกระทบต่อภาวะการจ้างงาน ที่ทำให้ต้องมีการปลดคนงานกันแล้ว ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นชั่วคราว โดยเฉพาะปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น นำไปสู่การไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่ถาวรเข้ามาบริหารประเทศได้แล้ว ความหวังในเรื่องการลงทุนจากภาครัฐ ที่มีสัดส่วนถึง 16% ของงบประมาณ 2.25 ล้านล้านบาท ว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น จะกลายเป็นความสิ้นหวังไปโดยง่ายดาย
การประชุมของ กนง. ในวันพุธที่ 12 มีนาคม นี้ จึงเป็นความท้าทายอีกครั้งหนึ่ง โดยเสียงโหวตครั้งที่ผ่านมาให้คงดอกเบี้ยมาตรฐานไว้เท่าเดิม อย่างเฉียดฉิวด้วยเสียง 4 ต่อ 3 แต่เหตุผลความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่มีความอ่อนแอและซบเซา ทำให้ กนง.อาจต้องหันมามองอีกด้าน โดยพลิกโหวตอย่างเฉียดฉิวลดดอกเบี้ยลงเพื่อคลี่คลายภาวะเงินฝืด และช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยปล่อยให้เงินบาทอ่อนค่าลง หลังจากที่ ธปท. ดำเนินนโยบายให้ดัชนีค่าเงินบาท หรือ NEER (Nominal Effective Exchange Rate) แข็งค่าทะลุเกิน 102.35 ในขณะนี้









