วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฉันจะใส่เสื้อให้คนทั้งโลก

แม้ประเทศญี่ปุ่นจะตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยมานานกว่าทศวรรษ

และบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างโซนี่ และ ชาร์ปก็ได้ถดถอยลงมาตามลำดับเช่นกัน จนกระทั่งอันดับเครดิต ได้กลายเป็น “ขยะ” ไปแล้ว

แต่บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง กลับเจริญเติบโตสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และยังขยายธุรกิจไปทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทยเรา) อย่างรวดเร็ว จนทำให้เจ้าของบริษัท ในวัย 64 ปี ได้กลายเป็นผู้ชายที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่นอันดับ 1 หรือ 2 สลับกันไปมา เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว

ผู้ชายคนนี้ มีชื่อว่า ทาดาชิ ยาไน (Tadashi Yanai) เจ้าของธุรกิจเสื้อผ้า ซึ่งกำลังก้าวตามความฝันที่จะก้าวล้ำคู่แข่งที่มีตำแหน่งเหนือกว่า อย่าง Gaps และ Zara รวมทั้ง H&M ด้วยการประกาศว่า จะช่วงชิงอันดับหนึ่งของธุรกิจรีเทล และ“ฉันจะใส่เสื้อให้คนทั้งโลก”

เสื้อที่เขาจะใส่ให้คนทั้งโลกนั้น ก็คือเสื้อผ้าแบรนด์ดัง Uniqlo ที่คนทั่วโลก ต่างรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้วในวันนี้ หลังจากที่คนญี่ปุ่นได้สวมใส่เสื้อผ้าของเขามาเป็นเวลานาน

นักวิเคราะห์บางคนเปรียบเทียบว่า “ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ ณ.จุดใด ในเมืองใดของประเทศญี่ปุ่นก็ตาม ถ้าคุณก้าวเดินไปทิศทางใดก็ได้ เพียงไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น ก็จะมีร้าน Uniqloอยู่ในสายตา”

เสื้อผ้าที่ผลิตอย่างประณีต ออกแบบเรียบง่าย ดูดี และมีให้เลือกเพื่อการสวมใส่หลากหลายโอกาส และที่สำคัญก็คือ “ขายในราคาที่ไม่แพง” ทำให้แบรนด์ Uniqlo สามารถดึงดูดลูกค้าได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรัง แต่คนญี่ปุ่นมีพื้นฐานคือ นิยมการแต่งกายที่ดูดี ดังนั้น Uniqlo จึงเป็นแบรนด์ที่ตอบสนองอย่างตรงเป้า

นี่กระมังคือตัวอย่างของสิ่งที่เราพูดกันว่า“ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส”

ประเทศญี่ปุ่น มีร้าน Uniqlo อยู่เกือบ 900ร้าน เมื่อเปรียบเทียบกับ Gaps ที่มีร้านค้าในอเมริกา ประมาณ 2,500 ร้าน ซึ่งก็ถือว่ายังห่างกันมาก แต่โดยสัดส่วนของพื้นที่ประเทศแล้ว ญี่ปุ่นมีพื้นที่เพียง 3% ของอเมริกาเท่านั้น จึงมีนักวิเคราะห์บางคนเปรียบเทียบว่า ถ้าเทียบขนาดของประเทศแล้วGaps จะต้องมีร้านถึง 21,000 ร้าน จึงจะเทียบได้กับ 900 ร้านของ Uniqlo

ทาดาชิ ยาไน สืบทอดกิจการร้านขายเสื้อผ้าชาย ซึ่งเป็นเพียงร้านเล็กๆ มาจากคุณพ่อของเขา แต่เขาได้สร้างแบรนด์ Uniqloจนกระทั่งกลายเป็นอันดับที่สี่ของโลกในวันนี้ และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก จนเป็นที่น่าเกรงขามของคู่แข่งยิ่งนัก

ตอนที่เขาสืบทอดร้านค้าเสื้อผ้าชายขนาดเล็กมาจากพ่อนั้น เป็นเวลาต้นทศวรรษ 1980s ซึ่งกูรูวิชาการบริหารระดับโลก ปีเตอร์ ดรั๊กเกอร์ กำลังโด่งดังมาก ทาดาชิ ยาไน ติดตามศึกษา และปฏิบัติตามคำสอนง่ายๆของ ดรั๊กเกอร์ที่ว่าถ้าจะทำอะไร ก็ให้ถามเสียก่อนว่า“ลูกค้าต้องการอะไร” เป็นสำคัญ เมื่อคิดเสร็จสรรพ เขาก็เริ่มขยายไลน์สินค้า ให้รวมถึงผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าสตรีทันที

ในกระบวนการสร้างธุรกิจยุคแรกนั้น ทาดาชิ ยาไนไม่ขัดเขินที่จะเลียนแบบธุรกิจของ Gaps เลยทำให้ผมอดนึกย้อนหลังไม่ได้ว่า ในยุค 1970sซึ่งผมไปเรียน MBA ที่ Kellogg นั้น ผมก็มีเพื่อนร่วมชั้นเป็นคนญี่ปุ่นจำนวนมาก พวกเขาเหล่านั้นต่างก็ไป“เรียน (เลียน)รู้”ธุรกิจของอเมริกา และนำกลับไปสร้างความสำเร็จให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างดี

เข้าใจว่า คุณยาไน ซึ่งอยู่ในวัยเดียวกับผม ก็คงได้ทำในสิ่งที่คล้ายๆกัน ในเวลานั้น คือ เลียนแบบ ความสำเร็จของธุรกิจอเมริกา แต่นำกลับไปทำได้ดีกว่า(เสียดายที่เขาไม่ได้ไปเรียนหนังสือที่เดียวกับผม ไม่งั้น ผมก็จะมีเพื่อนเป็นคนรวยที่สุดในญี่ปุ่นไปแล้ว)

เมื่อธุรกิจในประเทศประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ เขาก็เริ่มขยายธุรกิจไปที่ลอนดอน และ นิวเจอร์ซี่ เมื่อปี 2002 แต่ก็ประสบกับความล้มเหลวอย่างหนัก ต้องปิดร้านค้าเกือบทั้งหมด และพบว่าสาเหตุหลักอย่างหนึ่งก็คือการบริหารผิดพลาดในเรื่อง ขนาด (Size) ของเสื้อผ้า เพราะคนตะวันตกนั้น กายภาพใหญ่กว่าคนญี่ปุ่น และถึงแม้Uniqloจะได้เผื่อขนาดไว้อย่างเพียงพอแล้วก็ตามแต่ไม่ทำให้ผู้ที่สวมใส่ รู้สึก “เนี้ยบ” พอ

นั่นก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งของการทำธุรกิจ ว่าถึงแม้จะประสบความสำเร็จเพียงใดก็ตาม แต่ก็อาจก้าวผิดพลาดอย่างยิ่งใหญ่ในประเด็นสำคัญที่มองข้ามไปหรือเข้าใจไม่ดีพอได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อก้าวเข้าไปสู่ตลาดที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมหรือทางกายภาพ และรสนิยม อย่างกรณีของ Unigloเป็นต้น ซึ่งนักธุรกิจไทยของเรา ก็ต้องใส่ใจในเรื่องเหล่านี้เช่นกัน เพราะโอกาสในการขยายไปสู่ตลาดอาเซียน กำลังมาถึงแล้ว

สำหรับคุณยาไน นั้น เมื่อได้กลับมาแก้ไขปัญหาความผิดพลาดในตลาดยุโรปและอเมริกาแล้ว เขาก็กลับเข้าไปใหม่ และทำให้Unigloก้าวไกลในยุโรปและอเมริกา รวมทั้งประเทศอื่นอย่างมากมายและรวดเร็ว ในหลายปีที่ผ่านมา

ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จแต่ละคน ย่อมมี “สไตล์” ที่แตกต่างกันไปทาดาชิ ยาไนถูกถามว่าเขาเป็นถึง ซีอีโอ และธุรกิจก็ใหญ่โตขนาดนี้แล้ว เหตุใดจึงใช้เวลาในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่เป็นรายละเอียด ซึ่ง ซีอีโอ ไม่ควรต้องทำเอง

เขาตอบว่า“ไม่ว่าเราจะมี 100 ร้าน หรือ 10,000 ร้าน แต่ทุกอย่างก็เริ่มต้นจาก “1”เพราะเราต้องทำให้ลูกค้า “1” คน พอใจทุกครั้งไปลูกค้าทุกคนซื้อเสื้อผ้า ของเราเพียงไม่กี่ชิ้น แต่ทุกชิ้นต้องดีที่สุดสำหรับเขาทุกส่วนของเสื้อผ้าทุกชิ้นต้องดีที่สุด ทุกร้านของเราต้องดีที่สุดต่อลูกค้า ทุกราย นี่คือหัวใจของธุรกิจขายปลีก”

นี่กระมัง คือเบื้องหลังความสำเร็จของเขา วันนี้ ทาดาชิ ยาไน อายุ 65 ปีแล้ว มีคนถามว่าจะให้ลูกชายเข้ามาสืบทอดการบริหารหรือไม่ เขาตอบอย่างไม่รีรอว่า “ไม่” เพราะต้องการให้ “มืออาชีพ” ที่ฝีมือดีที่สุด เข้ามารับไม้ต่อ ไม่ประสงค์จะให้สืบทอดด้วยสายเลือดและไม่จำเป็น เพราะนั่นอาจจะเป็นการบั่นทอดความมุ่งมั่นของมืออาชีพที่มีฝีมือดี อีกด้วย

ล่าสุด เมื่อเดือนมกราคม 2557 ที่ผ่านมานี้เองบลูมเบิร์ก ได้จัดอันดับให้ ทาดาชิ ยาไน เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอันดับ 35 ของโลก ซึ่งเราคงจะต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อใดก็ตามที่เขา“ใส่เสื้อให้คนทั้งโลก” ได้สำเร็จ

วันนั้นความมั่งคั่งของเขาจะอยู่ในอันดับที่เท่าใด