ในช่วงที่สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ดูเหมือนจะคลี่คลายลง เนื่องจากมีการย้ายไปชุมนุมในพื้นที่สวนลุมพินี ซึ่งไม่ว่าจะมีการอธิบายการย้ายพื้นที่การชุมนุมและเลิกปิดพื้นที่ในกรุงเทพมหานครอย่างไรและจากฝ่ายไหน แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่ามีการมองว่าสถานการณ์คลี่คลายลง เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ ดังจะเห็นได้จากนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหลักทรัพย์ต่อเนื่องตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา
ยิ่งกว่านั้น หากติดตามตัวเลขผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมืองนั้น ก็จะเห็นว่าลดน้อยลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากมีเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะทหารเข้ามาดูแลในพื้นที่ หรือการย้ายพื้นที่การชุมนุม เพราะหากติดตามตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตก่อนหน้านั้น จะเห็นได้ว่าเกิดขึ้นแทบทุกวันในพื้นที่ต่างๆ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าเงื่อนไขความขัดแย้งจะลดน้อยลงไป เพราะประเด็นปัญหายังเหมือน เพียงแต่รอจังหวะเวลาเท่านั้น
แต่ในระหว่างที่ความสูญเสียที่เกิดจากการชุมนุมลดน้อยลง เรากลับพบว่าเกิดความขัดแย้งโดยใช้สื่อต่างๆ เพิ่มมากขึ้น และดูเหมือนจะดุเดือดขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ จนบางคนตั้งข้อสังเกตว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดการปะทะกันโดยตรงนั้นได้เคลื่อนไปสู่การปะทะด้วยการโต้เถียงในประเด็นต่างๆ ฝ่ายสื่อมวลชน ทั้งสื่อที่เป็นกระแสหลักและสื่อในกลุ่มของตัวเอง แต่เมื่อติดตามประเด็นการโต้เถียงก็ไม่ต่างจากเดิม กล่าวคือแต่ละฝ่ายต่างความเชื่อยังมีจุดยืนเดิม คือ ไม่ยอมรับการดำรงอยู่ของฝ่ายตรงข้าม
ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมองว่ารัฐบาลนั้นได้หมดความชอบธรรมลงแล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถบริหารประเทศได้ แต่ปัญหาก็คือกระบวนการทางกฎหมายที่ทำให้รัฐบาลไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศอีกต่อไปในฐานะรัฐบาลรักษาการ ซึ่งจึงเกิดประเด็นการตีความโดยผูกโยงกับการเลือกตั้งและประเด็นของรัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้ประเด็นดังกล่าวก็ยังไม่สามารถตัดสินออกมาจากองค์กรใด ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลก็ยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ในฐานะรัฐบาลรักษาการ
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ก็ยืนยันจุดยืนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ ต้องการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเลือกตั้งให้แล้วเสร็จตามตัวบทกฎหมาย และประณามกลุ่มที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลว่ากระทำผิดกฎหมาย หรือเป็นกบฏ อีกทั้งยังยืนยันว่ามีกระบวนการเพื่อล้มล้างรัฐบาลโดยวิธีการต่างๆ นั่นก็หมายความว่าจะไม่มีการยอมรับกระบวนการใดๆ แม้แต่การตัดสินคดีความขององค์กรอิสระต่างๆ เพราะเห็นว่ามีวาระซ่อนเร้นอยู่แล้วว่าต้องการล้มล้างรัฐบาล
เราเห็นว่าหากติดตามท่าทีของขั้วความขัดแย้งในสังคมไทยในขณะนี้ ก็ยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะยุติอย่างไร เพราะขณะที่การปะทะกันโดยตรงลดลง แต่การปะทะทางความคิดยังเกิดขึ้นและไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีกติกาที่ยอมรับร่วมกันได้ ยิ่งกว่านั้น ยังมีการตีความกติกาต่างๆ เพื่อหวังผลทางการเมืองอีกด้วย ดังนั้น เรื่องใหญ่ขณะนี้คือจะหาข้อตกลงร่วมกันอย่างไร และไม่ง่ายที่จะทำให้ทุกฝ่ายกลับบ้านและเคารพกระบวนการยุติธรรม ดังที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) คาดหวัง









