นวัตกรรมของยักษ์ใหญ่ที่เคยเป็นเจ้าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโซนี่ที่พากันเปิดตัวในรอบปีที่ผ่านมาถือได้ว่าสร้างสีสัน
ให้กับตลาดสินค้าไฮเทคได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเครื่องเล่นเกมคอนโซลโซนี่ เพลย์ สเตชั่น 4 ที่ทำยอดขายได้ถึง 3 แสนเครื่องใน 2 วันแรกที่วางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น
หรือจะเป็นโซนี่ คิวเอ็กซ์ที่แปลงโฉมให้สมาร์ทโฟนกลายเป็นกล้องดิจิทัลคุณภาพสูงที่สุดในท้องตลาดทันที เพราะใช้เทคโนโลยีซีมอส ความไวแสงสูง แก้จุดอ่อนในการถ่ายภาพในที่มืดของสมาร์ทโฟนทั่วไปได้ทันที ก่อให้เกิดตลาดใหม่คือสมาร์ทโฟนที่เปลี่ยนเลนส์ได้ ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน
เช่นเดียวกับเอ็กซ์พีเรีย แซด2 ที่ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นสุดยอดของโซนี่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงานเวิลด์ โมบาย คองเกรสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมดเป็นผลมาจากนโยบายการบริหารที่นำเอาคีย์ เทคโนโลยีของทั้งองค์กรมาใช้กับทุกๆ แผนก เราจึงเห็นการทำงานร่วมกันของแผนกกล้องไซเบอร์ ช็อต และสมาร์ทโฟนเอ็กซ์พีเรียจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นลูกผสมแต่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค
จาก 8 หน่วยงานหลักของโซนี่ จะถูกนำเอาแก่นของเทคโนโลยีไปใช้ร่วมกันโดยเฉพาะใน 3 ธุรกิจหลักที่กำลังมาแรงคือ กล้องดิจิทัล เกม และอุปกรณ์พกพา โดยไม่แบ่งแยกหรือจำกัดการใช้นวัตกรรมข้ามกลุ่มธุรกิจกันอีกเพื่อสร้างให้สินค้าของโซนี่มีจุดแข็งเพียงพอที่จะต่อกรกับคู่แข่ง
เมื่อกำหนดกลยุทธ์ไว้เช่นนี้แล้ว การวิจัยและพัฒนาก็น่าจะลดต้นทุนลงไปได้มาก เพราะเป็นการร่วมมือระหว่างแผนก จึงช่วยลดการซ้ำซ้อนหรือการวิจัยเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันออกไปได้มากมาย และที่สำคัญการรวมพลังกันย่อมทำให้ผลสัมฤทธิ์มีมากกว่า เพราะสามารถตอบสนองผู้บริโภคได้ในหลายมิติมากกว่า
และแม้ผลประกอบการจะยังคงขาดทุน แต่โซนี่ก็ยังคงทุ่มงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะตระหนักดีว่าผลที่ได้มานั้นจะสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้องค์กรได้ ผิดกับหลายๆ บริษัทที่ตัดลดงบประมาณในส่วนนี้เพราะคิดว่าไม่จำเป็น สุดท้ายแล้วเมื่อไม่มีนวัตกรรมใดๆ ป้อนสู่ตลาดก็ต้องหันไปใช้วิธีการดั้งเดิมคือการลดราคา จนเป็นกรณีศึกษาให้เราเห็นมาแล้วหลายราย
นอกจากนั้นจุดแข็งสำคัญของโซนี่ก็คือคอนเทนต์ในฐานะที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเกม และภาพยนตร์ซึ่งน่าจะเพิ่มมูลค่าของบริษัทได้ดีกว่าการทำธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ ที่ได้เสียส่วนแบ่งทางการตลาดไปให้ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีที่เติบโตขึ้นมาแทนที่
เพราะปัจจุบันโซนี่ตามหลังซัมซุงและแอลจี ในตลาดโทรทัศน์แอลซีดี คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดเพียง 8.1% เท่านั้น และธุรกิจนี้ยังมีผลประกอบการที่ติดลบถึง 25,000ล้านเยนในปีที่แล้ว และคิดเป็นยอดขาดทุนสะสม 761,900 ล้านเยนตลอด 9 ปีที่ผ่านมา
ทางเลือกของโซนี่คือการหลอมรวมเอาจุดแข็งเข้ามารวมกัน (One Sony Mobile Centric) น่าจะเป็นหนทางในการนำเอาคอนเทนต์ที่มีอยู่ทั้งภาพยนตร์และเพลงเข้ามาเป็นจุดขายสำคัญให้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของโซนี่เอง และที่สำคัญอัตราผลกำไรขั้นต้นของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ก็สูงกว่าธุรกิจดั้งเดิมของโซนี่อย่างเทียบไม่ติด
ย่างก้าวของโซนี่จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตามอง แม้ว่าตลาดสมาร์ทโฟนที่ทำท่าจะไปได้ดีด้วยยอดขายเป็นอันดับ 3 รองจากแอ๊ปเปิ้ลและซัมซุง แต่ตลาดที่มีแนวโน้มอิ่มตัวเร็วกว่าที่คิดก็ทำให้โซนี่ต้องปรับลดประมาณการยอดขายลง
ส่วนเกมคอนโซลที่นำโดยเพลย์ สเตชั่น 4 นั้นถือได้ประสบความสำเร็จเกินคาดด้วยยอดขาย 4.2 ล้านเครื่อง ซึ่งเมื่อมองที่ภาพรวมแล้วก็เชื่อได้ว่าอนาคตของโซนี่ในปีนี้น่าจะสดใสกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา









