วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เคียดแค้น-แยกประเทศ ทุกเรื่องมีมูลเหตุและที่มา

อ่านข่าวเกี่ยวกับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ต้องการแยกประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือและอีสาน (เพราะใต้ล่างเขานำร่องไปนานแล้ว)

ยังอยากมองในแง่ดีว่า เป็นอารมณ์ประชดประชันมากกว่า ที่จะคิดตั้งกองกำลังหรือเรียกร้องให้ลงประชามติแยกดินแดนกันจริงๆ

แต่ประเด็นทางความรู้สึกแบบนี้ปล่อยไว้ให้เรื้อรังไม่ได้ เพราะมันจะยิ่งเป็นบาดแผลลุกลามบานปลาย สุดท้ายหนีไม่พ้นซ้ำรอยสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เลือกใช้ความรุนแรงจนหาบทจบไม่เจอ

หากเรานำบทเรียนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาพิจารณา จะพบว่ามูลเหตุแห่งปัญหา นอกจากปมประวัติศาสตร์กว่าร้อยปี และความแปลกแยกทางศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมจนทำให้ “ผู้ปกครอง” บางยุคบางสมัยไม่เข้าใจ กระทั่งสร้างเงื่อนไขขึ้นจนเป็น “แผลเป็น” ที่ลบไม่ออกแล้ว ยังมีเหตุปัจจัยใหม่ๆ ที่เป็น “แผลสด” เจือปนอยู่ไม่น้อย และบรรดา “แผลสด” ที่ว่านี้แหละที่กลายเป็นเชื้ออย่างดีในการเผยแพร่แนวคิด “แบ่งแยก” ในหมู่คนรุ่นใหม่ๆ

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่ชายแดนใต้ในห้วงสิบปีมานี้ ก็คือ เหตุการณ์ตากใบ จนป่านนี้คดีหลักที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำให้มีคนตาย 78 คนยังไม่มีโอกาสนำขึ้นสู่ศาล มีข่าวว่าอัยการสั่งไม่ฟ้อง ส่วนคนที่ไม่ตายก็มีทั้งพิการ ทุพพลภาพมากมาย แต่รัฐแทบไม่เคยเหลียวแลอะไร เพิ่งจะได้เงินเยียวยากันไปไม่นานนี้เอง

เหตุการณ์ตากใบคือเงื่อนไขใหม่ที่เรียกว่า “แผลสด” ทำให้วัยรุ่นมุสลิมจำนวนมากหันหน้าเข้าป่า ฝึกอาวุธ และรบกับรัฐตลอดเกือบสิบปีมานี้

ย้อนกลับมาที่ปัญหาการเมืองในส่วนกลาง ต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมามีการใช้อำนาจนอกกติกาและหมิ่นเหม่ว่าจะนอกกติกาหลายครั้งเพื่อจัดการนักการเมืองหรือพรรคการเมืองขวัญใจของคนเหนือและคนอีสาน หากจะให้ไล่เรียงแบบสั้นๆ ก็มีดังนี้

-การรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.49 ยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งและยังชนะเลือกตั้งแบบท่วมท้น

-การตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คนด้วยตัวบทกฎหมายที่คณะรัฐประหารเขียนเพิ่มขึ้นมาทีหลัง คือเขียนขึ้นหลังความผิดเกิดแล้วและมีการฟ้องร้องกันแล้ว

-การตัดสินให้ นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่นำพรรคพลังประชาชน (พรรคใหม่ของพรรคไทยรักไทย) ชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหาร

-การตัดสินยุบพรรคการเมือง 3 พรรคอย่างง่ายดายด้วยความผิดของกรรมการบริหารพรรคเพียงคนเดียว หนึ่งในสามพรรคนั้นคือพรรคพลังประชาชน อีกหนึ่งคือพรรคชาติไทยที่ตั้งมาเก่าแก่รองจากประชาธิปัตย์

-การตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยขัดมาตรา 68 เข้าข่ายล้มอำนาจการปกครองหรือทำให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองนอกวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่กรณีการชุมนุม กปปส.ที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับข้อหากบฏ กลับไม่เข้าข่ายมาตรา 68 ฯลฯ

ตัวอย่างที่ยกมาบางส่วนนี้ ไม่ได้สรุปว่าศาลตัดสินผิด หรือฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาไม่ผิด แต่มุมมองที่นำไปสู่คำวินิจฉัยและกฎหมายที่นำมาใช้อาจมีปัญหา จนทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่ยอมรับกับคำพิพากษานั้น และรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น การปลดผู้แทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง โดยใช้กฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ไม่สมเหตุสมผลเพียงพอ หรือใช้มุมมองของคนเพียง 8-9 คนตัดสินโดยไม่เป็นมาตรฐานเดียว

หรืออย่างการใช้ศาลเพียงชั้นเดียวในการตัดสินความผิดนักการเมืองโกง แม้ด้านหนึ่งจะดูสะใจดี แต่อีกด้านหนึ่งก็ถูกหยิบไปอ้างได้ว่าไร้ความเป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับหลักสากล อย่างนี้เป็นต้น

การแก้ไขปัญหาที่คนจำนวนหนึ่งอยากแยกประเทศ จึงควรใช้การพูดคุยเจรจาอย่างจริงใจ ยอมรับความผิดพลาด และแก้ไขความผิดพลาดนั้นร่วมกัน ไม่ใช่การก่นด่าขับไล่ให้ไปอยู่ประเทศอื่น โดยมองข้ามหรือไม่ใส่ใจแก้ไขความผิดพลาดใดๆ เลย