ต้องวิงวอนไปยังทุกฝ่ายภายหลังการปะทะในเหตุการณ์ ขอคืนพื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า กระทั่งมีผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสังคมสื่อออนไลน์ที่นำภาพทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากระตุ้นสร้าง “ความเกลียดชัง” ซึ่งกันและกันอย่างไม่บังควร
หลายต่อหลายภาพและคลิปวีดีโอที่มีการนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ว่าจะฝ่ายใด บางภาพก็เป็นภาพในเหตุการณ์อื่น มีความพยายามจะสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนเอง บางภาพบางคลิปได้มีการเผยแพร่ต่อๆ กันไปอย่างรวดเร็ว มีการกล่าวหาทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมในสิ่งที่ยังไม่ผ่านกระบวนการสอบสวนทางวิทยาศาสตร์ แต่ได้ “ขยายผล” เพื่อวัตถุประสงค์ให้ฝ่ายตนดูดีหรือเป็นวีรบุรุษในเหตุการณ์ที่คนไทยต้องปะทะทำร้ายกัน
ในวันนี้ที่ “ศาลแพ่ง” มีคำพิพากษาไม่เพิกถอน การประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ได้ออกคำสั่งให้การประกาศของ ศรส. หลายต่อหลายเรื่องที่มีผลในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของการชุมนุม ให้มีผลระงับไป เพราะได้ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นฐานในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
ในข้อห้ามที่เกี่ยวกับ “การสลายการชุมนุม” หรือ การยึดทรัพย์สินสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ใดๆ ของผู้ชุมนุมหากไม่ใช่สถานการณ์ฉุกเฉินอย่างแท้จริง ด้วยอาจห่วงใยว่าในการปฏิบัติ การที่ผ่านๆ มามีแนวโน้มอาจนำไปสู่ความสูญเสียเพิ่มเติมดังที่หลายฝ่ายมีความห่วงใย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ควรที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะพยายามพัฒนาสถานการณ์ที่ยังไม่ใช่ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ให้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เข้าเงื่อนไขที่รัฐบาลจะสามารถดำเนินการใดๆ ในประเด็นที่มีคำสั่งศาลห้ามไว้ เพราะการเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆ ของผู้ชุมนุมในระยะเวลาอันใกล้นี้ น่าจะเพิ่มภาวะความเสี่ยงในการที่อาจเกิดการปะทะได้เกือบตลอดเวลา เพราะการรุกคืบหน้าของ คุณสุเทพฯ และแกนนำที่ประกาศ “ไล่ล่า” นายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในพื้นที่ต่างๆ เป็นไปได้ที่น่าจะมี “ผู้ไม่หวังดี” หรือ “มือที่สาม” ซึ่งมักถูกยกมาเป็นข้ออ้างของหลายๆ ฝ่ายตลอดเวลาที่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้น คือ “ตัวแปร” ที่จะจุดชนวนสร้างความวุ่นวายเพื่อให้สถานการณ์ผันแปรไปดังที่ตนเองต้องการให้เป็นไป
ในขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะ "ขอคืนพื้นที่" และรุกไล่ ตามจับ "แกนนำคนสำคัญของฝ่าย กปปส." ที่อยู่ในบัญชีหมายจับในข้อหาต่างๆ ที่ได้มีการออกประกาศไปก่อนหน้า ด้วยความเชื่อที่ว่าหากสามารถสลายกำลังโดยนำตัว “แกนนำ” แยกออกจากผู้ชุมนุมได้จะทำให้ “พลัง” ในการขับเคลื่อนของการชุมนุมอ่อนแรงลง
รวมทั้งความพยายามในการ “แก้ลำ” ของทาง ศรส. ด้วยการเชิญบุคคล นิติบุคคล องค์กรห้างร้านที่ให้การสนับสนุนในการชุมนุมเพื่อมาให้ปากคำ พร้อมคำขู่ที่ชัดเจนว่า หากไม่สามารถชี้แจงให้เกิดความกระจ่างได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ก็จะ "ถูกประกาศชื่อเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ" ก็ค่อนข้างชัดเจนว่า ท้ายที่สุดคงจะไม่มีอะไรออกมาให้เป็นเรื่อง "น่าตื่นเต้น" เพราะรายชื่อที่มีการเผยแพร่ออกมาโดยใครก็ตามในโลกออนไลน์ก่อนหน้านี้ ก็น่าจะเป็นไปด้วยเจตนาบางประการของผู้นำข้อมูลดังกล่าวออกเผยแพร่ เพราะ ทำให้ทั้งบุคคลและผู้เกี่ยวข้องกับรายชื่อที่ปรากฏต้องออกมาแสดงตนทั้งปฏิเสธและขู่ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีหากมีการเผยแพร่ข้อมูลจากทั้งทาง ศรส. หรือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.
สถานการณ์ที่ถือได้ว่า อาจเป็น “เจ็ดวันอันตรายสำหรับทั้งรัฐบาลและผู้ชุมนุม” เพราะฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องไปรับทราบข้อกล่าวหากรณีจำนำข้าวของทาง ป.ป.ช. ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ขณะที่การชุมนุมที่ทางแกนนำต้องการระดมมวลชนให้ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกันเหมือนดังการเดินชุมนุมในช่วงสองถึงสามเดือนที่ผ่านมายังคงเป็นสิ่งที่ทาง แกนนำ กปปส. มีความต้องการให้เกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากการร้องเชิญชวนบนเวทีและในคำปราศรัยทั้งของ คุณสุเทพ และแกนนำ กปปส. คนอื่นๆ จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยกันทุกฝ่ายที่จะประคับประคองให้ผ่านช่วงเวลาแห่งความอันตรายนี้ด้วยการหลีกเลี่ยง “ปัจจัย” ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ทั้งด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม






