วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การทำนโยบายเศรษฐกิจมีส่วนกระทบต่อดุลยภาพทางการเมืองเสมอ

บทความชิ้นนี้พยายามที่จะหยิบใจความสำคัญของงานชื่อ Economics versus Politics : Pitfalls of Policy Advice

ที่เขียนโดย ดารอน อะเซอโมกลู (Daron Acemoglu) และเจมส์ โรบินสัน (James A. Robinson) ในปีค.ศ. 2013 มาเล่าให้ผู้อ่านทุกท่านได้ขบคิดไปด้วยกันครับ

ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า การให้ข้อเสนอนโยบายเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์ก็มักที่จะละเลยประเด็นทางการเมืองไป (De-politicize) โดยให้เหตุผลอยู่สามประการด้วยกันคือ ประการแรก นักการเมืองเป็นผู้ที่มักจะคำนึงถึงสวัสดิการสังคมอยู่แล้ว (Benevolent government) ประการที่สอง การเมืองมีลักษณะเป็นตัวแปรสุ่มหรือไม่มีความสัมพันธ์กับนโยบายทางเศรษฐกิจมากนัก และประการสุดท้าย การทำนโยบายเศรษฐกิจที่ดี ส่งผลให้ผลทางการเมืองดีตามไปด้วย (เช่น เศรษฐกิจดี รัฐบาลก็ได้รับการเลือกตั้งกลับมา) ดังนั้น จึงนำเสนอเฉพาะนโยบายทางเศรษฐกิจที่ดีก็เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับเหตุผลเหล่านี้ และยืนยันว่า มีความจำเป็นที่นักเศรษฐศาสตร์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความสำคัญต่อการเมืองในการวางนโยบาย เนื่องจากทั้งสองส่วนเชื่อมโยงกันอย่างมาก ตัวอย่างแรกที่ผู้เขียนยกมาเพื่อที่จะอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจและการเมืองได้แก่ “สหภาพแรงงาน (Labour union)”

ในแง่เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก การเกิดสหภาพแรงงานจะสร้างให้เกิดอำนาจต่อรองให้แก่แรงงาน อำนาจต่อรองที่มากขึ้นดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อการต่อรองกับนายจ้าง โดยเฉพาะการขึ้นค่าจ้าง ค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลให้กำไร การสะสมทุน และการลงทุนเพิ่มเติมในเทคโนโลยีของบริษัทลดลง ดังนั้น ในแง่ของเศรษฐศาสตร์ธุรกิจจึงไม่พึงพอใจต่อองค์กรอย่างสหภาพแรงงาน

ทว่า การจะสรุปดังย่อหน้าข้างต้นก็นับว่าเป็นมุมมองที่แคบอย่างมาก เนื่องจากไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อดุลยภาพทางการเมืองที่จะเปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของสหภาพแรงงานทำให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างมากขึ้น หรือกล่าวแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองก็คือ ลูกจ้างถูกขูดรีดจากนายจ้างน้อยลง ส่งผลให้ในระยะยาว เมื่อแรงงานเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะกลับมามีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับที่สูงขึ้น และทำให้การกำหนดนโยบายทางการเมืองที่เข้าข้างคนรวยมีแนวโน้มลดลง

นอกจากนี้ สหภาพแรงงานยังส่งผลให้เกิดพัฒนาการประชาธิปไตย (Democratization) ตัวอย่างเช่น การเกิดพรรคแรงงาน (Workers Party: PT) ของประธานาธิบดีลูลาในบราซิลซึ่งต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการทหารและ สภาสหภาพการค้าแอฟริกาใต้ (the Congress of South African Trade Union: COSATU) ซึ่งต่อสู้กับระบอบปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะ การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้ฝึกฝนให้แรงงานมีทักษะในกิจกรรมรวมหมู่ (Collective action) ซึ่งช่วยให้การต่อรองทางการเมืองเป็นไปได้มากขึ้น แตกต่างกับชนชั้นนายทุนที่ (โดยเปรียบเทียบแล้ว) ถูกฝึกฝนให้ต้องแข่งขัน (Competition) และกินรวบ (Monopolize) มากกว่าที่จะร่วมมือกันเคลื่อนไหว

กรณีที่สองซึ่งผู้เขียนหยิบยกขึ้นมาอภิปรายได้แก่ การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนได้ชี้ว่า นโยบายเสรีนิยมซึ่งปรับลดข้อกำหนดเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงในตลาดการเงินนั้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมการเงินมีกำไรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และเมื่อกำไรเพิ่มสูงขึ้นมากก็ย้อนกลับมากระทบต่อการเมือง โดยนายทุนในอุตสาหกรรมการเงินใช้ผลกำไรที่มีกลับมาวิ่งเต้นสนับสนุนพรรคการเมือง เพื่อแลกกับการลดข้อกำหนดควบคุมในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ท้ายสุดอุตสาหกรรมการเงินไม่ถูกกำกับดูแลดีพอและกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ (จากพฤติกรรมการลงทุนที่เสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปราศจากการกำกับดูแล)

กรณีที่สาม ได้แก่ กรณีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัสเซีย (Russian privatization) ในยุคของ บอริส เยลซิน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในช่วงเวลาดังกล่าวถูกมองว่าจะช่วยทำให้ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐลดลง และทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การเข้าถึงทรัพย์สินที่มีการแปรรูปนั้นทำได้ในวงจำกัด กลุ่มที่มีเส้นสายทางการเมืองเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น (Oligarchs) ที่ได้ครอบครองรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ซึ่งต่อมาได้สร้างผลกำไรมหาศาล วลาดิเมียร์ ปูติน ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ดังกล่าวและใช้ผลประโยชน์ที่ได้ไต่เต้าทางการเมืองจนกระทั่งกลายมาเป็นประธานาธิบดี และสร้างระบบการเมืองแบบอำนาจนิยม (Authoritarian regime) ขึ้นมาในท้ายที่สุด

การออกแบบนโยบายทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบทางการเมืองนี้ หากเกิดขึ้นแล้วก็จะมีต้นทุนในการถอนตัวที่สูง อาทิ กรณีของประเทศกาน่าปี ค.ศ.1969-1971 ประธานาธิบดี Koo Busia ได้ดำเนินนโยบายควบคุมราคาสินค้าโดยเฉพาะสินค้าเกษตร และแทรกแซงค่าเงินให้แข็งค่าเกินจริงเพื่อเอาใจประชาชนในเมือง นโยบายเหล่านี้ไม่นานนักก็นำมาสู่วิกฤติเศรษฐกิจ และภายหลังเมื่อองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และประธานาธิบดี Busia เห็นตรงกันว่าควรหยุดการแทรกแซงตลาด ก็เกิดการจลาจล และรัฐประหารในท้ายที่สุด โดยภายหลังรัฐประหาร นโยบายที่ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั้งหลายก็ถูกนำกลับมาใช้ใหม่

เหล่านี้สะท้อนว่า นโยบายทางเศรษฐกิจไม่ได้แยกขาดจากผลลัพธ์ทางการเมืองหากมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และหากเราจะมองเห็นถึงข้อเท็จจริงประการนี้ ก็จะทำให้เราสามารถที่จะวิเคราะห์นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายจำนำข้าว หรือ นโยบายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้นด้วย