ความท้าทายจากกระแสประชาธิปไตยในอาเซียน

ท่ามกลางกระแสการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในประเทศไทย การรวมตัวชุมนุมในประเทศต่างๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เกิดขึ้น
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่ว่าจะเป็นการลุกฮือของผู้คนเพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมโจมตีการดำเนินงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล หรือเรียกร้องให้รัฐเคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
การประท้วงเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นความจริงสองด้านของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย นั่นคือ การเมืองประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังถูกท้าทายถึงประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขณะเดียวกัน การต่อสู้ของประชาชนเพื่อการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น ก็กำลังเบ่งบานอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ตัวอย่างที่เด่นชัด คือ การออกมาร่วมชุมนุมของประชาชนชาวสิงคโปร์หลายพันคนเมื่อต้นปีก่อน ที่สามารถกดดันรัฐบาลให้ออกกฎหมายควบคุมจำนวนแรงงานต่างชาติได้สำเร็จ ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 มกราคม ชาวสิงคโปร์กว่า 400 คน ก็ออกมารวมตัวกันแสดงความไม่พอใจต่อการประกาศขึ้นค่าโดยสารสาธารณะ ทั้งรถไฟและรถประจำทาง ที่พวกเขามองว่าราคาสูงเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพ
ในมาเลเซีย รัฐบาลของนายนาจิบ ราซัค ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อกลางปีที่แล้ว กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากการดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ชาวมาเลย์มุสลิม ทั้งที่ เขาได้ประกาศระหว่างหาเสียงว่าจะไม่นำนโยบายเหล่านี้มาใช้อีก ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพที่สูงขึ้นก็สร้างความคับข้องใจให้กับประชาชนจำนวนมากที่มองว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องปากท้องได้ดีเท่าที่ควร ช่วงสิ้นปีก่อน ชาวมาเลเซียหลายพันคนรวมกันที่จัตุรัสใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์เพื่อเรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ และลดปัญหาหนี้สินของประเทศให้เร็วที่สุด
นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องความแตกต่างทางศาสนายังคงเป็นประเด็นสำคัญในมาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มที่กลุ่มมุสลิมอนุรักษนิยมกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาล ขณะเดียวกัน คำตัดสินของศาลมาเลเซียที่ห้ามไม่ให้ชาวมาเลเซียที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ใช้คำว่า อัลเลาะห์ เพื่อเรียกพระผู้เป็นของตัวเอง ยิ่งปลุกเร้ากระแสความบาดหมางระหว่างผู้คนต่างศาสนาให้เข้มข้นขึ้น
ฟากอินโดนีเซีย สถานการณ์ของรัฐบาลนายซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน ไม่สู้ดีนัก ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชี้ว่า คะแนนนิยมของเขาและพรรคประชาธิปไตยแห่งอินโดนีเซียลดลงอย่างต่อเนื่อง หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะจัดขึ้นกลางปีนี้ ผู้สมัครจากพรรคฝ่ายค้านมีโอกาสจะได้รับชัยชนะ หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะความไม่พอใจของประชาชนจากปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ประชาชนกว่า 2 ล้านคนประกาศหยุดงานและรวมตัวประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและปรับปรุงสวัสดิการแรงงานให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ขณะที่ในกัมพูชา นายสม รังสี หัวหน้าพรรคสงเคราะห์ชาติกัมพูชาประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดพร้อมทั้งนำมวลชนกว่า 5 แสนคน เดินขบวนประท้วงรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน เรียกร้องให้ลาออกและจัดการเลือกตั้งใหม่ เพราะพวกเขาเห็นว่า รัฐบาลได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งที่ไม่ใสสะอาด มีหลักฐานบ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 1 ล้านคนถูกลบชื่อออกจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่นับว่ายังมีปัญหาเชิงเทคนิคต่างๆ เช่น หมึกที่ใช้ลงคะแนนเป็นหมึกที่สามารถลบออกได้
การประท้วงครั้งนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มสหภาพแรงงานโรงงานสิ่งทอกว่า 100 แห่ง ที่เรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากเดิม 80 ดอลลาร์ (ราว 2,560 บาท) ต่อเดือน เป็น 160 ดอลลาร์ (ราว 5,120 บาท) ต่อเดือน หลังต้องทนทำงานในสภาพที่ถูกกดขี่มานาน อย่างไรก็ดี การประท้วงเหล่านี้ถูกปราบปรามอย่างหนักจากเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ชุมนุมหลายคนถูกจับกุม หลายสิบคนได้รับบาดเจ็บ และอย่างน้อย 5 คนต้องเสียชีวิตจากการปะทะ สื่อต่างประเทศเริ่มตั้งคำถามกับการใช้กำลังสลายการชุมนุม อย่างไรก็ดี ไม่มีทีท่าว่าประชาชนจะยอมแพ้ง่ายๆ แม้ต้องเผชิญกับความรุนแรง
ทำนองเดียวกัน ประชาชนชาวเวียดนามเริ่มลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับการปกครองของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ถูกโจมตีเสมอมาว่าเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน และมักออกกฎหมายที่ขัดแย้งต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ล่าสุด นักเคลื่อนไหวและบรรดานักหนังสือพิมพ์เวียดนามเริ่มโจมตีการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นของประชาชน วิพากษ์วิจารณ์การแทรกแซงสื่อออนไลน์โดยรัฐ และเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพหลักการประชาธิปไตย ท่ามกลางการจับกุมคนเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง
อีกด้านหนึ่ง กระแสความตื่นตัวของประชาชนที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติ เกิดจากการเดินขบวนเชิงสัญลักษณ์ของประชาชนหลายร้อยคนเดินขบวนกลางกรุงฮานอย เพื่อเรียกร้องให้ชาวเวียดนามลดเลิกอคติที่มีต่อคนรักเพศเดียวกัน และแสดงความหวังว่า รัฐบาลผ่านร่างกฎหมายอนุญาตให้ชาวรักร่วมเพศสามารถแต่งงานกันได้ ซึ่งหากสามารถทำสำเร็จ เวียดนามจะกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ยอมให้สิทธิดังกล่าวแก่คนรักเพศเดียวกัน
มองในแง่ดี กระแสการตื่นตัวของประชาชนที่ตระหนักในความจำเป็นของสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมของตนเองอาจกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมอาเซียนให้ก้าวไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม พื้นที่ประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังขยายตัวท่ามกลางความท้าทายหลายประการที่อาเซียนต้องเผชิญร่วมกันและความหวังที่จะเห็นสังคมอาเซียนเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นยังคงอยู่ในเครื่องหมายคำถาม







