วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าให้เกิดความขัดแย้งใหม่

การเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ได้จบลงหลังการเลือกตั้ง อย่างที่รัฐบาลพยายามบอก

ว่าเป็นคำตอบของการแก้ปัญหา ในทางกลับกัน กลับสุ่มเสี่ยงที่ปัญหาจะขยายผลในวงกว้างมากขึ้น หากคู่ความขัดแย้งทุกฝ่ายยังยึดติดอยู่กับจุดยืนของตัวเอง ซึ่งนั่นต้องเริ่มจากทุกฝ่ายต้องยอมรับกันก่อน ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา "ไม่ปกติ" เกิดช่องว่างของปัญหาให้ถกเถียงเป็นจำนวนมาก เพราะเมื่อทุกฝ่ายยอมรับว่าการเลือกตั้งไม่สมบูรณ์เป็นพื้นฐานกันก่อน จะทำให้เราเปิดใจกว้างที่จะหาทางออกจากความขัดแย้งใหม่ ซึ่งเมื่อสำรวจมุมมองของแต่ละฝ่ายตอนนี้แล้ว เราเห็นว่าแต่ละฝ่ายยังยืนอยู่ในจุดของตัวเอง รัฐบาลยึดและตอกย้ำตลอดว่าการเลือกตั้งสมบูรณ์ กดดันให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการเลือกตั้งให้ครบทุกเขต ส่วนฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลมั่นใจว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ มุมมองที่แตกต่างกันสุดขั้วเช่นนี้ มิอาจหาทางออกที่ยึดแม่บทกฎหมายอย่างเคร่งครัด วิถีทางออกตามแนวทางรัฐศาสตร์ น่าจะเป็นทิศทางที่แต่ละฝ่ายคิดถึง

สถิติการเลือกตั้ง 2 ก.พ. ที่ผ่านมา กกต.แถลงออกมาแล้วว่าการเลือกตั้งทั้ง 77จังหวัดทั่วประเทศ ได้รายงานตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการทางโทรศัพท์และทางโทรสารถึงจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 44,649,742 คน โดยไม่รวม 9 จังหวัดภาคใต้ ที่ไม่สามารถลงคะแนนได้ มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 20,468,646 คน คิดเป็น 45.84% แต่ถ้าจังหวัดใดมีคนมาลงคะแนนก็นำมาคิดด้วย เช่น ที่ จ.นครศรีธรรมราช ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,153,060 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 1,292 คน สำหรับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด คือ จ.ลำพูน มีผู้มาใช้สิทธิ 72.80% อันดับ 2 จ.หนองบัวลำภู 72.50% อันดับ 3 จ.บึงกาฬ 70%

เราเห็นว่า จากความผิดปกติของการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประเทศไม่สามารถเดินหน้าบริหารผ่านตัวแทน ที่เลือกตั้งมาได้ และหากพิจารณาตามข้อกฎหมาย เพียงแค่ไม่ได้เลือกตั้งแค่หน่วยการเลือกตั้งเดียว จากทั้งหมด 9 หมื่นหน่วย จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะประกาศรายชื่อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้ ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าสภาไม่สามารถเปิดการประชุม เพื่อแต่งตั้งฝ่ายบริหารประเทศได้ โดยที่ผ่านมา กกต.ก็ออกมาแสดงความห่วงใย ว่าเรื่องประกาศคะแนน หรือผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ไม่สามารถประกาศได้ เพราะว่าผลการเลือกตั้งต้องนำคะแนน 3 ส่วนมารวมกัน คือ คะแนนจากหน่วยเลือกตั้งที่มีการจัดลงคะแนนในวันที่ 2 ก.พ. ประมาณ 8 หมื่นหน่วย บวกกับคะแนนที่จะเข้ามาเพิ่มจากการจัดการเลือกตั้งทดแทนในเขตที่จัดไม่ได้ บวกกับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ รวมกับคะแนนจากการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ต้องครบทุกส่วน อย่างนี้จึงจะประกาศได้

เราเห็นว่า ทุกฝ่ายต้องเร่งหาทางออก ภายใต้จุดยืนผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะความวุ่นวายจากการเลือกตั้งครั้งนี้ เอกชนวิตกว่าอาจส่งผลให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่งจะก่อให้เกิดสุญญากาศในการดำเนินงานและนโยบายต่างๆ จึงอาจมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออก เพราะว่าขาดรัฐบาลมากระตุ้น การจับคู่ธุรกิจ โรดโชว์สินค้าต่างๆ และการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และปัญหาอีกมากมาย ซึ่งหากสถานการณ์ประเทศยัง

อึมครึม มีความไม่แน่นอนเช่นนี้ต่อไป จะส่งผลกระทบต่อทั้งบรรยากาศเศรษฐกิจ และความขัดแย้งที่อาจจะบานปลาย เราจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันปลดล็อกความขัดแย้งเพื่อไม่ให้บานปลายและขยายวง นำมาซึ่งความขัดแย้งใหม่หลังจากเลือกตั้ง และหากไม่เร่งกันแก้ไขและร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ เราเป็นห่วงว่าความขัดแย้งรอบใหม่ จะนำมาซึ่งวิกฤติของชาติ...ครั้งสำคัญ