วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยต้องมีกฎหมายกำจัดการทุจริตให้ได้ก่อน

ปัญหาที่ประเทศไทยประสบอยู่คือ การทุจริตของนักการเมืองไร้ศีลธรรม ไร้คุณธรรม มุ่งหวังหาความร่ำรวยให้กับตนจากการปล้นชาติ

เบียดเบียนทรัพย์สินที่ควรเป็นของชาติ ของส่วนรวมไปเป็นของตนและพรรคพวก ที่ต้องมีพรรคพวกเพราะว่าการปล้นชาติต้องทำกันเป็นทีม

การปล้นชาติที่ผ่านมามีสองลักษณะ คือ ทุจริตเชิงนโยบาย กับทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างฯ ทุจริตจัดซื้อจัดจ้างฯ ภาครัฐพอสรุปว่ามีปัญหาต่างๆ ดังนี้คือ

1. จำกัดการเปิดเผยข้อมูลอ้างอำนาจรัฐที่ได้มาจากการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนทราบ

2. โครงสร้างองค์กรจัดซื้อจัดจ้างฯ เป็นไปในรูปแบบรวมศูนย์อำนาจ กำหนดให้ใหญ่ไปหาเล็ก สงวนอำนาจสิทธิขาดไว้ที่คนที่เป็นใหญ่ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลจากคณะกรรมการอื่นๆ คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) ก็ไม่สามารถก้าวล่วงโต้แย้งได้ หากผู้ดำเนินโครงการเป็นรัฐมนตรีหรือรองนายกฯมีอำนาจเสมือนหนึ่งเป็นเผด็จการ โต้แย้งไม่ได้

3. หลักการที่กำหนดให้ใช้วิธีพิเศษ เป็นหลักการที่ควรใช้ได้เฉพาะโครงการที่มีวงเงินน้อย แต่กลับให้ใช้ได้โดยไม่จำกัดวงเงินโครงการ ยิ่งโครงการใหญ่ทำให้ยิ่งโกงเงินได้มาก

4. ปัจจุบันหากพบการทุจริตหลังจากฟ้องร้องต่อศาลก็จะพบว่าโทษจากการทุจริตเบามาก ทำให้คุ้มค่าการเสี่ยงเพราะหากแย่ที่สุด หากศาลตัดสินว่าผิด ก็ยังสามารถขนเงินที่ปล้นชาติมาไปเสวยสุขในต่างประเทศได้

5. หากทุจริตโดยศาลตัดสินแล้ว สังคมก็ไม่อาจประณามได้ เพราะมีกฎหมายหมิ่นประมาทคุ้มครองทำให้การเผยแพร่ข่าวสารประณามความผิดของคนชั่วทำไม่ได้กรณีนี้ทำให้สามารถปกปิดความชั่วที่ทำไว้ได้เพราะผู้อื่นไม่อาจนำมาเล่าซ้ำได้

แนวทางแก้ไข เพื่อให้ได้มาซึ่งการป้องกัน จึงควรมี พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ภาครัฐใหม่แทนระเบียบพัสดุฯ 2535 ที่มีอยู่ และควรจะมีองค์ประกอบ ดังนี้คือ

1. ควรกำหนดให้มีกฎหมายกำหนดให้ทุกหน่วยงานที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างฯ ภาครัฐในปีหน้า ให้ทำแผนให้เสร็จภายในเดือน 6 ปีนี้ และประกาศทีโออาร์แก่สาธารณชนให้ทราบก่อนสิ้นเดือน 6 ปีนี้สำหรับการประมูลงานในปีหน้า ทั้งนี้ เพื่อให้มีเวลาสำหรับการโต้แย้ง เช่นเรื่อง การกำหนดคุณสมบัติ วิธีการคัดเลือกผู้ชนะ วิธีตรวจรับงาน ฯลฯ

2. ใช้หลักการ "คุ้มค่าเงิน" value for money แทน “ราคาต่ำสุด” ในการตัดสินผู้ชนะ เนื่องด้วยหลักการนี้ไม่ใช้ราคาต่ำสุด จึงต้องมีกฎหมายระบุว่า มีแนวการคิดคำนวณความคุ้มค่าอย่างไร ปัจจัยในการคัดเลือกผู้ชนะเป็นอย่างไร วิธีการให้คะแนน วิธีการตรวจรับงาน ส่งผลให้ต้องระบุคุณสมบัติผู้มีสิทธิประมูลเป็นไปตามหลักการนี้กฎหมายต้องระบุให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดแก่สาธารณชน กำหนดเวลาไว้มากกว่าสามเดือนให้สาธารณชนพิจารณายอมรับความสมเหตุสมผลของแต่ละมาตรการก่อนเปิดให้มีการยื่นซองหลักการ "คุ้มค่าเงิน" พิจารณาราคา คุณภาพ หลักประกัน ประวัติของผู้ประกอบการ ผลงานในอดีต ฯลฯ

3. มีกลไกที่จะโต้แย้งหลักการดังกล่าวได้จากเอกชนที่สนใจร่วมประมูลแต่ไม่เห็นด้วย กลไกนี้ต้องตอบสนองข้อโต้แย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ต้องมีกฎหมายที่ระบุเวลาตอบสนองที่จะต้องไม่เกิน เช่น 14 วัน เป็นต้น กฎหมายต้องกำหนดโทษไว้หากไม่สามารถตอบสนองได้ทันเวลา กรณีการตอบสนองไม่สมเหตุผล กฎหมายต้องระบุให้เอกชนสามารถฟ้ององค์กรอิสระที่ไม่มีส่วนได้เสียให้เข้ามาพิจารณาข้อเรียกร้อง กลไกนี้สร้างหลักการมีส่วนร่วมของเอกชนที่ประสงค์ที่จะประมูลงาน หากสามารถให้ความเป็นธรรมแก่เขาเหล่านั้น จำนวนเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในงานประมูลก็จะมีมากขึ้น และในที่สุดก็จะสร้างความโปร่งใสที่แท้จริงและป้องกันการทุจริตได้

4. ต้องมีกฎหมายที่ระบุให้อำนาจองค์กรอิสระในการพิจารณาข้อเรียกร้องเพื่อไกล่เกลี่ย หากเกิดปัญหาสามารถระงับการประมูลโครงการจนกว่าได้ข้อยุติ หรือชะลอการตัดสินประกาศผู้ชนะ ฯลฯ (กรณีข้อเรียกร้องแสดงเจตนาประสงค์หน่วงเหนี่ยวให้เกิดความล่าช้าเท่านั้น กฎหมายต้องระบุโทษเอกชนที่ฟ้องร้อง) กฎหมายต้องระบุให้องค์กรอิสระมีอำนาจฟ้องศาลจัดซื้อจัดจ้างฯ กรณีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ส่อเจตนาต้องการทุจริต หรือเอกชนส่อเจตนาขัดขวางอย่างไร้เหตุผล

5. กฎหมายต้องกำหนดให้หน่วยงานที่ดำเนินการจัดประมูล เมื่อคัดเลือกบริษัทผู้ชนะได้แล้ว ต้องทำหนังสืออธิบายเหตุผลที่ทำให้พ่ายแพ้ต่อบริษัททุกบริษัทที่พ่ายแพ้ และแสดงเหตุผลอันเป็นที่ยอมรับได้ว่าบริษัทที่ชนะนั้นชนะด้วยเหตุผลอะไรบ้าง เหตุผลเพื่อให้บริษัทที่พ่ายแพ้สามารถพัฒนาตนเองเพื่อมาแข่งขันใหม่ในโอกาสต่อไป ทำเช่นนี้จะทำให้รัฐได้สินค้าดีราคาถูกยิ่งขึ้นไปอีกในครั้งหน้าแต่ในกรณีที่บริษัทที่พ่ายแพ้ไม่ยอมรับเหตุผล กฎหมายต้องกำหนดให้โต้แย้งได้ต่อองค์กรอิสระเพื่อพิจารณาระงับผลการคัดเลือกไว้ก่อน หากยังหาข้อสรุปไม่ได้ ให้องค์กรอิสระมีอำนาจตัดสินใจชี้ขาด แต่หากการชี้ขาดไม่เป็นที่ยอมรับ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถยื่นฟ้องต่อศาลจัดซื้อจัดจ้างฯได้

6. กฎหมายต้องกำหนดให้มีการจัดตั้งศาลจัดซื้อจัดจ้างฯ พิจารณาคดีเฉพาะที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างฯ ภาครัฐที่ส่งฟ้องโดยองค์กรอิสระนี้และกำหนดให้มีศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

7. กฎหมายต้องกำหนดระยะเวลาสูงสุดที่ใช้ในการตัดสินแต่ละคดีของศาลชั้นต้น เช่น ไม่เกิน 60 วัน ส่วนของศาลอุทธรณ์และฎีกา เช่น ไม่เกิน 120 วัน เป็นต้น และกำหนดมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย

8. กฎหมายต้องเพิ่มโทษแก่ผู้ทุจริตและผู้ร่วมทุจริต (นักการเมือง ข้าราชการ และเอกชน) ให้มีโทษเดียวกันกับโทษผู้ค้ายาเสพติด กล่าวคือ จำคุก ยึดทรัพย์ทั้งหมดของผู้กระทำผิดและครอบครัวผู้กระทำผิด ประณามให้สังคมรับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยผู้กระทำผิดไม่อาจฟ้องร้องกรณีข้อหาหมิ่นประมาทได้

9. กฎหมายต้องประมวลกฎเกณฑ์จริยธรรมของเจ้าพนักงานและเอกชนที่เกี่ยวข้อง กำหนดโทษอย่างรุนแรงเมื่อฝ่าฝืน

10. ต้องมีกฎหมายห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่หรือองค์กรรัฐ ติดต่อในลักษณะเป็นความลับหรือในที่ลับ หรือสื่อสารกันในทางลับกับเอกชนที่อาจจะมีส่วนเข้ามาร่วมในงานประมูลโครงการการพบปะหารือต้องทำในลักษณะการประชุมที่มีการจดบันทึกการประชุมเท่านั้น

11. มีกฎหมายที่กำหนดให้มีองค์กรพิจารณาผลงานการจัดซื้อจัดจ้างฯ ของแต่ละหน่วยงาน ทำสถิติเปรียบเทียบจำนวนเงินที่ใช้กับผลงานที่ได้เพื่อเปิดเผยกับสาธารณชน ชื่นชมผลงานหน่วยงานที่ทำได้ดี และเสนอแนวทางปรับปรุงให้กับหน่วยงานที่ทำงานไม่ดีกำหนดเป็น เคพีไอ

สำหรับเรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย แม้ป้องกันได้ยากแต่อาจแก้ได้ด้วย

1. มีกฎหมายที่กำหนดให้รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูล รายละเอียดของข้อมูล หากมีการร้องขอไม่ว่าจากหน่วยงานใด องค์กรใด และเมื่อพบว่ามีความไม่ถูกต้อง ควรต้องมีองค์กรอิสระตรวจสอบ

2. มีกฎหมายให้ความคุ้มครองและรางวัลแก่บุคคลที่เปิดเผยและให้ข้อมูลการกระทำทุจริต

3. มีกฎหมายตรวจสอบฐานะการเงินของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่เฉพาะเวลาเข้ารับตำแหน่งและเวลาออกจากตำแหน่ง

4. มีกฎหมายกำหนดให้มีประมวลจริยธรรมของนักการเมืองและข้าราชการและการกำหนดโทษที่รุนแรงหากพบว่าทุจริต

พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ภาครัฐที่เสนอมาไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้ เพราะรัฐสภาที่เราคนไทยได้มาจากการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ไม่ว่าพรรคใดชนะได้เสียงข้างมากก็ตาม มักประกอบด้วยสมาชิกสภาฯส่วนใหญ่เป็นคนไร้ศีลธรรม ขาดจริยธรรม คุณธรรม มุ่งหวังหาประโยชน์ให้ตนและพรรคพวกเป็นหลักใหญ่ สมาชิกสภาที่เป็นคนดีมักมีจำนวนน้อยในสภา กฎหมายที่ขัดขวางไม่ให้โกงได้อย่างถูกกฎหมายย่อมเป็นที่ยอมรับไม่ได้จากเสียงส่วนใหญ่ ไม่มีวันที่จะนำมาพิจารณาในสภา ยิ่งกำหนดโทษของการทุจริตรุนแรงถึงขั้นติดคุก และยึดทรัพย์ทั้งหมดยิ่งยอมรับไม่ได้ ประเทศไทยจึงต้องตกอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้