วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤติตลาดเกิดใหม่

ยังไม่พ้นข้ามเดือนแรกของปี 2014 ข่าวที่ฮือฮาในวงการเศรษฐกิจโลกก็เริ่มมีให้เห็นกันแล้ว นั่นคือ การไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็ว

ของประเทศในตลาดเกิดใหม่ อาทิ อาร์เจนติน่าและตุรกี

บทความนี้ ขอแบ่งตลาดเกิดใหม่ ออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก ขอเรียกว่า กลุ่มโคม่า เนื่องจากการไหลออกของเงินทุนของประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ เกิดมาจากการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ได้แก่ อาร์เจนติน่า ยูเครน เวเนซุเอลา และ ตุรกี ขอยกตัวอย่างปัญหา อาร์เจนติน่า ซึ่งสถานการณ์คล้ายกับไทยในปี 1997 มาอธิบายประกอบ

เริ่มจากสาเหตุ ผมขอมองเป็น 2 ด้าน โดยหากพิจารณาจากมุมมองภายนอก การอ่อนไหวของรอบนี้ มาจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐและญี่ปุ่นจะเริ่มยกเลิก การผ่อนคลายนโยบายการเงินพร้อมๆ กัน ซึ่งตรงนี้ได้ทำให้ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐและญี่ปุ่น ซบเซาตั้งแต่ช่วงต้นปี ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้เงินทุนเริ่มเคลื่อนย้าย ออกจากบรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยประเทศที่เริ่มถูกถอนเงินออกเป็นประเทศแรกๆ คือประเทศที่มีความไม่สมดุลของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ ประเทศอาร์เจนติน่า ที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทางการได้มีความพยายามที่จะใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการแลกเปลี่ยนดอลลาร์ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อของประเทศก็ยังอยู่ในระดับที่สูงเกือบร้อยละ 15 ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนของตนเองลดค่าลงกว่าร้อยละ 25 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

หากพิจารณาจากปัจจัยภายใน ความอ่อนหัดของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของนาง คริสติน่า เฟอร์นันเดซ ประธานาธิบดี ของอาร์เจนติน่า ในสายตาของตลาด ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศ โดยสถาบันจัดอันดับเครดิตได้ลดสถานะ ของประเทศให้หลุดจากสถานะ การเป็นประเทศ ในตลาดเกิดใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อประเทศไทย อาจจะมีไม่มากนัก หากวิกฤติดังกล่าวไม่ลามมาถึงบราซิล และ รัสเซีย

สอง กลุ่มประเทศที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีค่าเงิน เนื่องจากมีการเติบโตของหนี้ในประเทศในอัตราที่ค่อนข้างสูง มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในระดับพอสมควร และมีสำรองเงินตราต่างประเทศอยู่จำกัด อาทิ แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย ไทย และ ชิลี ซึ่งปัจจัยทั้งหมดส่งผลให้ มีความล่อแหลมที่จะได้รับผลพวงจากการลดขนาด QE ของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้คาดการณ์ไว้ว่าเงินทุนของประเทศเหล่านี้จะไหลออกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของเงินทุนทั้งหมด โดยที่เงินทุนในส่วนพอร์ตโฟลิโอของพันธบัตรและหุ้น จะได้รับอิทธิพลจากแรงผลักของเฟดจากการ Tapering ส่วนเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI จะไหลออกเนื่องจากปัจจัยของประเทศต่างๆ ของตนเอง ทั้งนี้ ช่องทางจากผลกระทบของ Tapering สู่การไหลออกของเงินทุนจะเกิดจากการเปลี่ยนองค์ประกอบของพอร์ตโฟลิโอ ผ่านช่องทางของการเปลี่ยนแปลงสภาพคล่อง และผ่านช่องทางจากการคาดการณ์ของตลาด ซึ่งช่องทางสุดท้ายได้ทำให้ Tapering มีผลต่อการไหลออกของเงินทุนค่อนข้างมาก

และ สาม กลุ่มที่น่าจะได้อานิสงส์จากความต้องการการส่งออกของสหรัฐ ได้แก่ เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และ เม็กซิโก กลุ่มนี้จะได้นับผลกระทบให้เกิดการ Sell-Off หากสหรัฐเข้าสู่ภาวะ ที่นายลอร์เลนซ์ ซัมเมอร์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ เรียกว่า "Secular Stagnation" นั่นคือ ในปัจจุบัน มีผู้รู้หลายท่านได้กล่าวไว้ว่า ในขณะนี้ เศรษฐกิจสหรัฐมีระดับหนี้ต่อจีดีพีค่อนข้างสูง การเจริญเติบโตของประชากรเริ่มลดลง รวมถึงมีความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างคนในประเทศค่อนข้างมาก ส่งผลให้อุปสงค์ของผู้บริโภคลดลง ทว่าไปกระตุ้นการออมของคนในประเทศมากกว่า

ในทางกลับกันการชะลอตัวลงของผลิตภาพในการผลิตและของผลผลิตได้ไปทำให้การลงทุน ชะลอตัวลง ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่เป็นอัตราตามธรรมชาติ หรือ อัตราผลตอบแทนที่ความต้องการในการลงทุนเท่ากับอุปทานของการออม จึงมีระดับที่ลดลง และ มีโอกาสที่จะเป็นค่าติดลบด้วย อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงไม่สามารถมีค่าติดลบได้ ยกเว้นอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงมากๆ เท่านั้น ซึ่งในขณะนี้ยังมิได้เป็นเช่นนั้น หากเป็นเช่นนี้จริง สถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐตอนนี้ จึงอาจจะอยู่ในช่วงที่เงินออม ท่วมเศรษฐกิจอยู่ ทั้งนี้ จากการที่การบริโภคและการลงทุนยังคงน้อยอยู่ เศรษฐกิจสหรัฐจึงอาจมีโอกาสจะซบเซาไปอีกนานครับ

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) เล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ