วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้อเสนอของ คปท. เรื่องพลังงานและการปฏิรูปที่ดิน

หลังขับเคี่ยวกันมานับเดือน ณ วันที่ส่งบทความนี้ยังไม่มีทีท่าว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้านจะชนะ ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นสัญญาเหมือนกัน

นั่นคือ จะปฏิรูปประเทศเมื่อเหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้เสนอว่าจะปฏิรูปอะไรบ้าง ทางฝ่าย กปปส. เสนอว่าจะปฏิรูป 5 ด้านด้วยกันคือ การลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายอำนาจ การปราบความฉ้อฉล โครงสร้างตำรวจ และระบบเลือกตั้ง หลังจากนั้น คปท. ซึ่งต่อต้านรัฐบาลมานานกว่า กปปส. ได้เสนอให้รวมการปฏิรูปภาคพลังงานและการปฏิรูปที่ดินเข้าไปด้วย ทั้งสองด้านนี้มีความสำคัญถึงขั้นยุทธศาสตร์ของชาติ ฉะนั้น ผู้ที่จะมีอำนาจในการปฏิรูปต่อไปควรรับข้อเสนอนี้ไว้ดำเนินการ

คอลัมน์นี้ได้พูดถึงเรื่องน้ำมันบ้างแล้วโดยเล่าเรื่องราวของบางประเทศเพื่อชี้ให้เห็นว่า การมีน้ำมันปริมาณมหาศาลและการขายน้ำมันราคาถูกๆ ให้ประชาชนอาจไม่นำไปสู่การพัฒนาให้ก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง ในขณะเดียวกัน แม้จะมีน้ำมันเหลือใช้ บางประเทศขายให้ประชาชนด้วยราคาสูงมากเนื่องจากต้องการประหยัดและสงวนบางส่วนไว้ให้คนรุ่นหลังโดยเฉพาะในรูปของกองทุนมั่งคั่ง ตัวอย่างที่ยกมาได้แก่นอร์เวย์ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันขนาดใหญ่ แต่ชาวนอร์เวย์ใช้น้ำมันแพงที่สุดในโลก นอร์เวย์ก้าวหน้ามากและมีกองทุนมั่งคั่งซึ่งตั้งขึ้นจากเงินขายน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

แนวคิดเรื่องตั้งกองทุนมั่งคั่งมีมานาน เนื่องจากน้ำมันเป็นทรัพยากรซึ่งประชาชนทุกคนควรได้ประโยชน์ แต่มันมีอยู่อย่างจำกัด เมื่อนำออกมาใช้ มันย่อมหมดไปส่งผลให้ประชาชนรุ่นหลังไม่ได้ประโยชน์ด้วย ฉะนั้น คนรุ่นปัจจุบันจึงควรเก็บรักษาส่วนหนึ่งไว้และส่งต่อให้คนรุ่นหลัง การตั้งกองทุนมั่งคั่งเป็นวิธีส่งต่อที่เหมาะสมที่สุด แนวคิดนี้คูเวตน้ำไปใช้จนได้ผลดีเยี่ยม ก่อนที่ซัดดัม ฮุสเซน จะส่งกองทัพเข้ายึดคูเวตในปี 2533 กองทุนมั่งคั่งของคูเวตทำรายได้ให้ประเทศมากกว่ารายได้จากการขายน้ำมันเสียอีก

ณ วันนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่นอนว่าเมืองไทยมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเท่าไร คนไทยส่วนใหญ่ดูจะเชื่อว่าน่าจะมีมากถึงขั้นเป็นชั้นแนวหน้าของโลกและก็พร้อมที่จะนำมันขึ้นมาใช้ในราคาถูกๆ คอลัมน์นี้จะไม่เสนอว่าควรจะทำอย่างไร เพียงแต่ขอให้ศึกษาประวัติศาสตร์ให้ถ่องแท้ก่อนจะตัดสินใจในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากเช่นนั้นจริง และขอให้พิจารณาภาคพลังงานอย่างครอบคลุม ไม่มุ่งเน้นไปที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจนไม่ให้ความสำคัญแก่ส่วนประกอบอื่นๆ ของภาคพลังงาน

สำหรับการปฏิรูปที่ดิน คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ได้เสนอแนวทางไว้บ้างแล้ว ผู้มีหน้าที่ชุดใหม่ควรนำไปสานต่อ อย่างไรก็ดี คอลัมน์นี้ขอชี้ให้เห็นอะไรบางอย่าง อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การปฏิรูปที่ดินเกิดขึ้นในหลายส่วนของโลกก่อนที่ความก้าวหน้าทางการอุตสาหกรรมจะขยายออกไปอย่างจริงจัง ทั้งนี้ เพราะภาคเกษตรกรรมมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาการอุตสาหกรรม การสนับสนุนมักเป็นไปรูปของอาหาร แรงงาน เงินทุนและตลาดของสินค้าอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดินทำให้ภาคเกษตรกรรมเพิ่มผลผลิตและรายได้ส่งผลให้มีศักยภาพสูงพอที่จะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในตอนเริ่มต้น

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกในเอเชียที่สามารถพัฒนาจนก้าวหน้าทัดเทียมกับชาวตะวันตกได้โดยเริ่มตั้งแต่ในรัชสมัยของจักรพรรดิเมอิจิซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระปิยมหาราช ญี่ปุ่นปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่เพื่อทำให้ภาคเกษตรกรรมเกิดความมั่งคั่งจนสามารถสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเพียงพอ ความมั่งคั่งนั้นเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่ต้องกู้ยืมเงินทุนต่างชาติเช่นประเทศกำลังพัฒนาในยุคปัจจุบัน ยิ่งกว่านั้น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ญี่ปุ่นยังปฏิรูปที่ดินอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในกระบวนการทำให้ภาคเกษตรกรรมมีความมั่งคั่งและแข็งแกร่งนี้มีสิ่งหนึ่งซึ่งคนทั่วไปมักไม่ตระหนัก นั่นคือ ชาวญี่ปุ่นมิได้ตัดไม้ทำลายป่าเพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่งคั่งทางเกษตรกรรม ณ วันนี้ ญี่ปุ่นจึงมีป่าปกคลุมสูงถึง 74% ของพื้นที่ของประเทศ การที่ญี่ปุ่นปฏิรูปที่ดินเพื่อปูฐานไปสู่การพัฒนาถึงสองครั้งสองคราพร้อมกับรักษาป่าไม้ไว้ได้ถึงขนาดนั้นเกิดขึ้นได้เพราะชนชั้นผู้นำเข้าใจและไม่ยกเว้นตัวเองในกระบวนการปฏิรูป ผู้นำซึ่งมีที่ดินมากยอมเสียสละและผู้ที่นิยมใช้ไม้ก็ไม่ทำลายป่า

อนึ่ง ความเคลื่อนไหวของชาวไทยนับล้านเพื่อต่อต้านรัฐบาลรักษาการในขณะนี้มีความคล้ายกับการต่อต้านเฟอร์นินันด์ มาร์กอส ของชาวฟิลิปปินส์ หลังโค่นมาร์กอสได้ในปี 2529 ชาวฟิลิปปินส์คาดว่าประเทศจะพัฒนาก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง แต่ตรงข้าม ฟิลิปปินส์กลับล้มลุกคลุกคลานจนได้สมญาว่าเป็น “คนป่วยของเอเชีย” ปัจจัยสำคัญยิ่งปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้ฟิลิปปินส์พัฒนาต่อไปไม่ได้แต่ไม่มีใครพูดถึงได้แก่ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของการปฏิรูปที่ดิน ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้มันล้มเหลวคือ ประธานาธิบดีโคราซอน อาคิโน และครอบครัวมีที่ดินจำนวนมหาศาลและต่อต้านการรวมที่ดินของพวกตนเข้าไปในกรอบการปฏิรูป

เรื่องญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ที่เล่ามานี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับผู้ที่จะมีบทบาทในการปฏิรูปเมืองไทยต่อไป เมื่อใดที่ตนเองฉ้อฉล มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือไม่ยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนตามหลักการแล้ว การปฏิรูปไม่มีทางสำเร็จ ตอนนี้เรามีโอกาสทองของการจะยกเครื่องประเทศกันอย่างจริงจัง หวังว่าผู้มีอำนาจจะไม่ปล่อยให้โอกาสสูญไป เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่และเมื่อไร