จากตอนที่แล้วเราพูดถึงต้นทุนของการปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และจินตนาการถึงจุดหมายที่เราต้องการเห็นประเทศไทยในอนาคต
แต่ก่อนจะไปถึงวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งอาจได้มาจากการศึกษาบทเรียนความสำเร็จในประเทศอื่น เราควรต้องมองตัวเองอย่างพินิจพิเคราะห์ว่า ทุกวันนี้ เรายืนอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับนานาชาติ
Transparency International หรือองค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยแพร่รายงานประจำปีที่เรียกว่า ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perception Index) โดยรวบรวมข้อมูลมาจากหลากหลายแหล่ง ในปี 2555 ไทยอยู่ที่อันดับ 88 จาก 176 ประเทศ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย (อันดับ 54) และสิงคโปร์ (อันดับ 5) และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ประเทศไทยตามหลังประเทศอย่าง บูร์กินาฟาโซ เอลซัลวาดอร์ และมาลาวี
อีกแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องคือ รายงานขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ปี 2555-2556 ซึ่งเป็นรายงานประจำปีที่น่าเชื่อถือ โดยสำรวจความเห็นของผู้บริหารใน 144 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมตัวแปร 111 ข้อ โดยรวมแล้ว ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 37 ของโลก มาเลเซีย อันดับ 24 อินโดนีเซีย อันดับ 38 และสิงคโปร์ อันดับ 2 และในบางประเด็นย่อยของขีดความสามารถในการแข่งขัน ไทยอยู่ในอันดับที่ดีกว่าด้วยซ้ำ เช่น
ในแง่ตลาดแรงงาน (จ้าง/เลิกจ้าง) ไทยอยู่อันดับ 31 จาก 144 ประเทศ ซึ่งดีกว่าหลายประเทศ เช่น ไอร์แลนด์ อิสราเอล และนิวซีแลนด์
ความเข้มแข็งในการปกป้องนักลงทุน ไทยอยู่อันดับ 13 ซึ่งสูงกว่าญี่ปุ่น นอร์เวย์ และฝรั่งเศส
การด้านการออมระดับประเทศ ไทยอยู่อันดับ 24 ซึ่งดีกว่าออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา
ด้านผลกระทบทางธุรกิจของกฎระเบียบด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ไทยอยู่อันดับ 21 นำหน้าเยอรมนี เบลเยียม และนิวซีแลนด์
ด้านความเอื้ออำนวยของบริการทางการเงิน ไทยอยู่อันดับ 26 ดีกว่าญี่ปุ่น เดนมาร์ก และฝรั่งเศส
เมื่อเทียบกันในปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่าไทยอยู่ในอันดับที่ดีกว่าหลายประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรสูงกว่าไทย (ตารางที่ 1)
ถ้านำรายได้ต่อหัวของประชากรทั้ง 12 ประเทศในตารางที่ 1 มาหาค่าเฉลี่ย จะอยู่ที่ 45,000 ดอลลาร์ ส่วนประเทศไทย อยู่ที่ 5,678 ดอลลาร์
ทำไมช่องว่างทิ้งห่างกันขนาดนี้ คำตอบเป็นนัยอยู่ที่ตัวแปรอื่นๆ ในดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ปี 2556-2557 เช่น
ไทยอยู่อันดับ 101 ในการกระจายเงินลงทุนสาธารณะ ซึ่งต่ำกว่าประเทศอย่าง กาบอง เนปาล และนิคารากัว
ในแง่ความไว้ใจที่มีต่อนักการเมือง ไทยอยู่อันดับ 127 เลวร้ายกว่าไนจีเรีย ปากีสถาน และมองโกเลีย
ตัวแปรที่เรียกว่า “การเล่นพรรคเล่นพวกหรือระบบอุปถัมภ์ในการใช้อำนาจตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ” ไทยอยู่อันดับ 93 ตามหลังติมอร์-เลสเต มาลาวี และกัมพูชา
ในแง่ความสูญเปล่าของการใช้จ่ายสาธารณะ ไทยอยู่อันดับ 107 เลวร้ายกว่าลิเบีย บังกลาเทศ และเซเนกัล
ด้านความโปร่งใสของผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ ไทยอยู่อันดับ 93 เลวร้ายกว่าเอกวาดอร์ ยูกันดา และโมซัมบิก
ความน่าเชื่อถือพึ่งพาได้ของตำรวจ ไทยอยู่อันดับ 109 ต่ำกว่า ไลบีเรีย เนปาล และแซมเบีย
จะเห็นได้ว่า ตัวแปรในบางประเด็นข้างต้น ไทยอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าประเทศอย่างบังกลาเทศ โบลิเวีย บูร์กินาฟาโซ โกตดิวัวร์ มาลาวี โมซัมบิก เนปาล นิคารากัว ไนจีเรีย ปากีสถาน เซเนกัล และแซมเบีย รายได้ต่อหัวของประเทศเหล่านี้รวมแล้วเฉลี่ยสูงกว่า 1,000 ดอลลาร์ เพียงเล็กน้อย
ในการสำรวจความเห็นผู้บริหารสำหรับรายงานขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกนี้ มีคำถามว่า “อะไรคือปัจจัยที่เป็นปัญหามากที่สุดในการประกอบธุรกิจในประเทศนี้” สำหรับประเทศไทย ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือ คอร์รัปชัน ในหมวดอื่นๆ อีกสามหมวดก็เกี่ยวโยงกับเรื่องธรรมาภิบาลเช่นกัน ได้แก่ ความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย และความล่าช้าของระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ ในส่วนของปัจจัยอื่นที่อาจบั่นทอนแรงจูงใจทางเศรษฐกิจต่อภาคธุรกิจ เช่น อัตราภาษีและกฎระเบียบต่างๆ ตกอยู่อันดับท้ายๆ ของตาราง
มาดูรายงานอีกฉบับ เป็นผลสำรวจของสถาบันเลกาทัม (Legatum Institute) ในลอนดอน ในดัชนีความเจริญที่เรียกว่า Prosperity Index เปรียบเทียบ 142 ประเทศทั่วโลก โดยใช้ตัวชี้วัด 89 ตัว ไทยอยู่อันดับ 56 จาก 142 ประเทศ แต่เมื่อดูหัวข้อธรรมาภิบาล อันดับของไทยต่ำกว่าเฉลี่ยทั่วโลก เมื่อถามว่า “ธุรกิจและรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชัน ใช่หรือไม่” 83% ของคนไทยตอบว่า “ใช่”
ผลลัพธ์ที่น่าผิดหวังเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศที่ประชากรมีสติปัญญา สร้างสรรค์และถ้าโอกาสอำนวยให้ ก็จะเป็นคนที่พร้อมทำงานหนัก (ดูได้จากตัวอย่างผลการเรียนของนักเรียนไทยในต่างประเทศและคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศ) นอกจากนี้ ไทยยังมีคุณสมบัติในเชิงบวกอื่นๆ ได้แก่ มีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ (แม้จะไม่เสร็จสมบูรณ์) ศักยภาพด้านการท่องเที่ยว การเกษตร การสื่อสารด้านโทรคมนาคมที่ค่อนข้างรวดเร็วและแพร่กระจายในเชิงลึกระดับหนึ่ง และท้ายที่สุด ศักยภาพในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์
แต่ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลก็บ่งชี้ว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของไทย
อ่านต่อพรุ่งนี้









