วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปการเมืองก่อนปฏิรูปประเทศ

ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่เดินประท้วงอยู่บนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร แม้ไม่ได้เกลียดชังใคร แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศไทย

ผู้เขียนมีความเห็นที่แตกต่างจากความเห็นที่เสนออยู่ในปัจจุบันที่เสนอให้มีสภาปฏิรูปในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพราะเห็นว่าการปฏิรูปไม่สามารถทำทุกเรื่องได้พร้อมกัน ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ สิ่งที่มีความสำคัญ และต้องปฏิรูปก่อนคือภาคการเมือง ที่ตอนนี้ทุกคนและทุกฝ่ายติดอยู่ในกับดักของการออกแบบระบอบการปกครองที่ออกแบบไว้เดิม ผู้สนใจในรายละเอียดอาจศึกษาได้จาก youtube ของท่าน ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ การออกแบบภาคการเมืองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น การแก้จึงควรแก้ที่ภาคการเมืองก่อน และให้เป็นหน้าที่ของภาคการเมืองที่เป็นผู้แทนของปวงชนอย่างแท้จริง ที่จะนำการปฏิรูปประเทศในเรื่องอื่นๆ ต่อไป ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี ปัญหาที่เกิดจากระบบการเมืองที่ออกแบบไว้เดิม ได้แก่

1) การที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เป็นอิสระต่อกัน ฝ่ายบริหารมาจาก สส. ที่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ส.ส. ไม่มีอิสระที่จะทำตามความคิดเห็นของตนเอง ต้องทำตามนโยบายพรรค พรรคต้องมีส.ส. ให้มากที่สุด เพื่อเข้าไปเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ทำให้เกิดนายทุนพรรค เกิดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้ง เนื่องจากการแพ้ชนะมีเดิมพันสูง

2) ส.ส. ต้องสร้างอำนาจ บารมี ในพื้นที่ที่ตนต้องการเป็นผู้แทน ต้องมีการหาเงินมาเพื่อให้แก่ชาวบ้านทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งที่ถูกกฎหมายในรูปโครงการต่างๆ และที่ผิดกฎหมาย คือการซื้อเสียง เพื่อให้ประชาชนเลือกเข้าไปเป็นผู้แทน

3) ภาคการเมืองต้องใช้ทุนทรัพย์สูงทั้งการเป็นผู้แทน และการเข้าสู่อำนาจทางการบริหาร เป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ สร้างให้เกิดวงจร ทุน การเมือง อำนาจ ที่พันธนาการทุกคนไว้และเป็นปัญหาหลักของประเทศในปัจจุบัน

แนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะต้องช่วยให้แต่ละภาคส่วนของภาคการเมืองหลุดออกมาจากพันธนาการเดิม สามารถดำเนินการเพื่อเป้าหมายที่สูงกว่าคือความเจริญของประเทศ แทนการตอบสนองกับผู้ที่ให้ความสนับสนุนทางการเงินเป็นหลัก ซึ่งสามารถดำเนินการได้ดังต่อไปนี้

1. ห้ามไม่ให้ส.ส.สร้างอำนาจหรือบารมีโดยใช้เงินหรือโครงการของรัฐ ห้ามไม่ให้ส.ส. ให้สิ่งต่างๆ กับประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อมในรูปแบบใดๆ ตัวอย่างเช่น แม้การถูกเชิญไปร่วมงานศพก็ไม่สามารถให้เงินช่วยเจ้าภาพได้ ซึ่งจะทำให้ส.ส. ไม่จำเป็นต้องมีพรรคสนับสนุนในเรื่องการเงิน และทำให้ ส.ส. สามารถอยู่ได้โดยเฉพาะเงินเดือนตอบแทนจากการเป็น ส.ส. เท่านั้น

2. ส.ส. ทำหน้าที่เฉพาะทางนิติบัญญัติ ไม่สามารถเป็นฝ่ายบริหารได้ ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อให้ทำหน้าที่ออกกฎหมายโดยวิจารณญาณอิสระตามที่สัญญาไว้กับประชาชนตอนเลือกตั้ง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

3. ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลไม่ต้องมาจาก พรรคการเมืองหรือ สส. ดังนั้น จึงต้องเป็นการเลือกของประชาชนโดยตรง เช่น ให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง และในการเลือกตั้งให้เป็นการชนะโดยมีเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ออกเสียง อาจออกแบบการเลือกตั้งแบบหลายครั้ง เช่นเดียวกับที่มีการดำเนินการในบางประเทศ

4. นายกรัฐมนตรี เลือกรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลเอง โดยไม่ต้องมาจากพรรคหรือ ส.ส.

5. สร้างกระบวนการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติที่ต่างมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน

6. การเลือกตั้งในอนาคตต้องออกแบบให้ เหลื่อมปีกันระหว่างการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เช่น ในครั้งแรกนายกรัฐมนตรีอาจมีอายุเพียง 3 ปี เพื่อให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งสามารถกำหนดได้โดยบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ

การออกแบบกระบวนการเข้าสู่อำนาจใหม่ ดังกล่าวเพื่อให้ ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นอิสระต่อกัน ลดความจำเป็นที่จะต้องหาเงินสนับสนุนพรรค หรือส.ส. การเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงทำให้ไม่เกิดการซื้อเสียงเนื่องจากพื้นที่เลือกตั้งมีขนาดใหญ่ทั่วทั้งประเทศ ทำให้ได้ฝ่ายบริหารโดยตรงจากประชาชนอย่างแท้จริง

วิธีการที่จะทำให้ได้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น สามารถดำเนินการได้ดังนี้

1. เลื่อนการเลือกตั้งจาก เดือนกุมภาพันธ์ออกไปเช่น เป็นเดือน มิถุนายน 2557

2. ตั้งคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ซึ่งมีความความรู้ทางด้านกฎหมายมหาชน ประมาณ 10 คน เป็นผู้แทนจาก วุฒิสภา รัฐบาล ฝ่ายทหาร กปปส. และสภามหาวิทยาลัย คณะกรรมการมีเวลาทำงานไม่เกินสองเดือนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นที่กล่าวมาแล้วและกำหนดรูปแบบรัฐบาลรักษาการช่วงก่อนการเลือกตั้ง

3. นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่ที่ได้ไปทำประชามติ จนได้รับความเห็นชอบจากประชาชน

4. เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมที่จะทำให้มีการแก้ไขและประกาศใช้รัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงต้องขอให้ฝ่ายทหารประกาศปฏิวัติครั้งใหม่ เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญเดิมและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่

5. ให้คณะปฏิวัติยุติการปฏิวัติโดยโอนอำนาจให้รัฐบาลรักษาการตามรูปแบบที่คณะกรรมการกำหนด เป็นรัฐบาลรักษาการต่อไปตามรัฐธรรมนูญใหม่จนกว่าจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นการปฏิวัตินี้อาจใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง เท่านั้น เพื่อประกาศสิ่งต่างๆ และทหารกลับไปทำหน้าที่ปรกติภายใต้รัฐบาลรักษาการ

จะเห็นว่าการจะออกจากปัญหาปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายจึงจะสามารถกระทำได้ ไม่สามารถใช้วิธีปรกติตามตำราได้ ดังนั้น การปฏิวัติอย่างจำกัดขอบเขตและเวลาและทำเท่าที่กำหนดไว้ก่อน อาจจะเป็นทางออกของประเทศก็ได้ เมื่อเลือกตั้งแล้วทุกฝ่ายควรต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะได้ตัวแทนจากเสียงส่วนใหญ่ที่มาจากปวงชนอย่างแท้จริง ทั้งส่วนที่เป็นฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ และการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้คนที่สมัครเป็นนายกรัฐมนตรี และส.ส.คงต้องเสนอนโยบายปฏิรูปประเทศเป็นนโยบายหลัก ซึ่งต้องดำเนินการต่อไปโดยสัญญาประชาคม ที่ให้ไว้กับประชาชนตอนเลือกตั้ง