ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่พุ่งขึ้นสูงมากในขณะนี้บางฝ่ายเสนอทางออกที่กลุ่มของตนอยากจะเห็นโดยไม่ต้องแยแสหลักการการปกครองประชาธิปไตยใดๆ
บางฝ่ายได้เสนอทางออกที่ควรจะเป็นและเป็นทางออกทางการเมืองที่ต้องรักษาระบบประชาธิปไตยเอาไว้ให้ได้ แต่ที่น่าคิด ก็คือ ทางเดินที่เป็นจริงของสังคมการเมืองมีแนวโน้มไปในทางไหน
ต้องบอกก่อนว่ากลุ่มที่เสนอทางออกเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยนั้น ผมไม่ได้หมายถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และรัฐบาลนะครับ ยิ่งลักษณ์พูดได้อย่างไรว่าท่านรักษาการอยู่เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ในเมื่อตอนท่านเป็นนายกฯจริงกลับยอมให้ผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่ใช่ความต้องการรักษาระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด จริงๆ แล้วท่านควรจะลาออกและสารภาพผิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
เอาเถอะครับ เราหมุนเวลากลับไม่ได้ ผมจึงอยากจะลองมองว่าเกมการเมืองที่จะเกิดขึ้นจริงๆ มีแนวโน้มอย่างไรเพื่อที่จะให้ทุกท่านทุกฝ่ายลองคิดต่อไปว่า หากมันเกิดอย่างนี้จริงๆ แล้ว ทุกฝ่ายพอจะรับกันได้ไหม และทางที่จะเกิดนี้จะลดทอนปัญหาความขัดแย้งลงไปได้บ้างหรือไม่ เพื่อที่สังคมจะได้หาทางเดินต่อไปในอนาคต
ผมมองอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่าชนชั้นนำหลายกลุ่มได้เข้ามามีบทบาทต่อรองในช่วงการเริ่มต้น “ปิดกรุงเทพฯ” เข้มข้นและจริงจัง (“จริงจัง” นี้เป็นชื่อเล่นของ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว สมัยที่เรียนโรงเรียนนายร้อยครับ) มากขึ้นกว่าเดิม และเป็นการต่อรองในทางลับ ดังที่สุเทพ ณ กปปส. ก็พูดให้เห็นว่ามีคนมาติดต่อเจรจาเรื่องเลื่อนการเลือกตั้ง พร้อมกับเน้นให้กดดันคนรอบข้างนายกรัฐมนตรีรักษาการที่ “ยุ” ให้นายกฯสู้ต่อ ซึ่งก็น่าจะหมายความได้ว่านายกฯเริ่มถอดใจแล้ว แต่มีคนยุจึงยังอยู่ ที่สำคัญโฆษก กปปส. เอง ก็กล่าวว่าหากนายกรัฐมนตรีลาออกจากการรักษาการ กลุ่ม กปปส.ก็จะยอมเจรจาด้วย ซึ่งหากอ่านระหว่างบรรทัดก็หมายความว่านี่เป็นข้อยืนยันกับคนที่มาต่อรองเจรจามากกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องบอกแก่กลุ่มผู้ชุมนุม
ผมสงสัยอยู่ว่านพดล ปัทมะเขียนชี้แจงเหตุผล 20 ข้อที่ทำให้สุเทพ กับกลุ่ม กปปส. พ่ายแพ้นั้น เขียนเพื่ออะไร และเขียนเพื่อให้ใครอ่าน ด้วยเหตุที่ผมคิดไปในแนวทางข้างต้น ทำให้ผมตีความว่าเป็นการเขียนเพื่อบอกให้แก่นายกรัฐมนตรีสู้ต่อไปมากกว่าจะเขียนให้สังคมโดยทั่วไปอ่าน
รวมทั้งนายกรัฐมนตรีก็ได้ทำอะไรที่ดูเหมือนจะพยายามอิงกับสังคมให้มากขึ้น เช่น การเดินสายไปอธิบายกระบวนการปฏิรูปให้สื่อต่างๆ ฟัง และที่สำคัญ ก็คือการเรียกร้องให้กลุ่มต่างๆ มาถกเถียงในเรื่องความเป็นไปได้หรือไม่ในการเลื่อนการเลือกตั้ง และทาง กกต. (นำอย่าง “เด็ดขาด” โดยสมชัย ศรีสุทธิยากร) ปฏิเสธการเข้าร่วมด้วย ซึ่งผมตีความว่าเป็นความพยายามแก้ไขภาวะการถูกกดดันจากชนชั้นนำที่เปิดการเจรจาต่อรองทางลับด้วยการหันเข้าหาพลังทางสังคมให้มาหนุนช่วยตนเอง
ด้วยการมอง (เดา/ตีความ) จากปรากฏการณ์ต่างๆ ที่กล่าวมาทำให้ผมคิดว่าทางเดินการเมืองที่จะกำลังจะเกิดนั้น น่าจะออกมาในลักษณะดังนี้
นายกรัฐมนตรีลาออกจากการรักษาการ และปล่อยให้กลุ่มต่างๆ เข้ามาปรึกษาหารือเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้ง โดยต่อรองให้พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งด้วย เวลาของการเลือกตั้งคงจะยาวออกไปสาม-สี่เดือน พร้อมกันนั้นก็ให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ โดยพรรคเพื่อไทยก็จะมีส่วนในการแต่งตั้งจำนวนหนึ่ง เมื่อสร้างกรอบแนวปฏิบัติในการปฏิรูปได้แล้ว ก็เลือกตั้งใหม่ และมีข้อตกลงว่ารัฐบาลใหม่จะมีอายุไม่นานนัก ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ปฏิรูป จากนั้นก็ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง
หากเป็นไปในลักษณะนี้ สุเทพกับกลุ่มกปปส.อาจจะมีข้อโต้แย้งไม่ยินยอมอยู่ประการเดียว คือ นายกฯรักษาการลาออกคนเดียวแล้วให้รองนายกฯคนถัดไปดูแลงาน อาจจะเป็นไปได้ที่สุเทพจะแข็งขืนอยู่ที่จะให้รัฐบาลรักษาการลาออกทั้งหมด ผมเดาว่าข้อตกลงจะไปลงที่เงื่อนไขเป็นคนของพรรคเพื่อไทย แต่ถูกเลือกโดยสุเทพ หรือหากต่อรองไปจนถึงขั้นสุดท้าย ก็คือ รัฐบาลลาออกแล้วให้ปลัดกระทรวงต่างๆ ดูแลงานทำงานเป็นรัฐบาลต่อไปช่วงเวลาดังกล่าว
หากตกลงกันไปในแนวทางนี้ กลุ่มกปปส.ก็ยุติบทบาทและถือว่าได้รับชัยชนะ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยก็สามารถหาเสียงกับประชาชนได้ว่ายอมเสียสละเพื่อรักษาบ้านเมืองและประชาธิปไตย ชนชั้นนำที่เข้าไปจัดการต่อรองก็จะรักษาฐานอำนาจเดิมของตนไว้ได้ส่วนหนึ่งเพราะได้มีส่วนตั้งคณะกรรมการปฏิรูป (อย่างเงียบๆ) เพื่อจัดระบบการเมืองไม่ให้ตนเองเสียพื้นที่ทางการเมืองไปจนหมด
แนวทางเช่นนี้สามารถทำได้ตามกฎหมาย/รัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมเชื่อว่าทำได้ เพราะนายกรัฐมนตรี/รัฐบาลรักษาการย่อมมีสิทธิที่จะลาออก ไม่มีใครที่จะขวางได้ และหากไม่มีรัฐบาลก็ต้องให้อำนาจแก่ปลัดกระทรวงทำงานแทนไป ส่วนเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้ง ผมก็เชื่ออีกว่าทำได้ด้วยเหตุผลมากมาย
คำถามที่ตามมา ก็คือ ทางเดินที่อาจจะเกิดเช่นนี้ คนอีกหลายกลุ่มจะยอมรับได้หรือไม่ จะมีคนออกมาเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลลาออกได้หรือไม่ กลุ่ม นปช.และกลุ่มคนเสื้อแดง คงจะยอมรับและไม่ออกมาเคลื่อนไหวอะไรเพราะต้องยอมรับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยและเขาก็เชื่อมั่นอยู่ว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคของเขาก็จะชนะอีก (อย่างแน่นอน) กลุ่มที่จะอึดอัดมากที่สุดได้แก่กลุ่มอิสระที่ปรารถนาจะรักษาระบอบประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มสปป. กลุ่ม 2 เอา 2 ไม่เอา กลุ่มอิสระจุดเทียนเพื่อขับไล่ความมืดมนทางการเมืองทั่วประเทศนั้นจะรู้สึกอย่างไร และจะทำอะไรต่อ (แฮ่ๆ ผมก็สมาทานตัวเองอยู่แถวนี้ด้วยครับ) ผมเองก็คิดแทนเพื่อนๆ ไม่ได้นะครับ แต่ผมเองบอกตรงๆ ว่าก็ต้องกลืนเลือดเต็มๆ แล้วก็รอถกเถียงกับเพื่อนฝูงต่อไปว่าใครมีไอเดียดีๆ บ้าง เพราะหากชนชั้นนำต้องการอย่างนี้ ทางเดินมันก็คงไปอย่างนี้ครับ
ย้ำกันอีกทีนะครับ ว่าที่พูดมาทั้งหมดเป็นการคิดเอาเองนะครับ การคิด/คาดเดาทั้งหมดเกิดจากความเครียดที่สูงมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงได้พยายามมองโลกอย่างที่มันเป็นให้มากที่สุด มองให้มันออกมา “สวย” ที่สุด เพราะไม่อยากเห็นการฆ่ากันตายในสังคมไทยครับ พอเห็นว่ามันพอจะออกทางนี้ได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อก็รู้สึกปลอบตัวเองไปได้หน่อยหนึ่งว่าเลือดไม่ต้องนองแผ่นดินครับ ส่วนมันจะเกิดจริงหรือไม่ หรือจะเกิดอะไรที่ทำให้เลือดต้องท่วมท้องช้าง ก็ค่อยเครียดกันใหม่ครับ









