ผมเพิ่งกลับจากการเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ได้ไปเยือนมาหลายครั้ง ย้อนหลังราว 30 ปีเศษ ความรู้สึกทั่วไปคือ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เจริญมาก
ในทุกด้านทั้งวัตถุและจิตใจ ซึ่งส่งผลให้สังคมญี่ปุ่นที่เห็นจากภายนอก“สมบูรณ์” ไปหมด
ประเด็นคือดีแบบนี้มาตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่น ดังนั้นถ้าจะพูดถึงการ “เติบโต” หรือ “อัตราการพัฒนา” ให้ดีขึ้นนั้น อาจจะไม่สูงเลย ว่าที่จริงในช่วงกว่า 10 ปี หรืออาจจะใกล้ๆ 20 ปีมาแล้ว ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจจะ “ไม่ไปไหนเลย” สาเหตุใหญ่นั้นคิดว่าน่าจะมาจากอัตราการเกิดของพลเมืองญี่ปุ่นนั้นต่ำมาก และคนก็มีอายุที่ยืนยาวมาก
ดังนั้นอายุเฉลี่ยของคนจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจน กลายเป็นสังคมของ “คนแก่” และญี่ปุ่นเองก็ไม่ต้องการจะรับคนต่างชาติเข้าเมือง เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้สังคมญี่ปุ่น “ด้อยลง” นอกจากประเด็นเรื่องคนแก่ตัวลงแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นชะงักงันยาวนาน อาจเป็นเพราะนิสัยหรือแนวความคิดของคนญี่ปุ่นเองค่อนข้างอนุรักษนิยมมาก หรือเป็นคนที่มีวินัยสูง
ทุกคนต่างปฏิบัติตามกฎเกณฑ์สังคมเคร่งครัด ไม่ใคร่มีใคร “แหกกฎ” หรือ “คิดแตกต่าง” นี่อาจทำให้ความคิดสร้างสรรค์ลดน้อยลงไป ซึ่งในอดีตนั้น อาจไม่มีปัญหาแข่งขันทางเศรษฐกิจมากนัก แต่ระยะหลังเป็นสิ่งจำเป็น และอาจทำให้ญี่ปุ่นมีปัญหาพอสมควรในโลกยุคปัจจุบัน
สิ่งที่พูดข้างต้น เป็นเรื่องการพรรณนาที่เราต่างก็ได้รับรู้จากการได้สัมผัส จากสื่อและหนังสือที่เผยแพร่มาต่อเนื่อง ในฐานะที่เป็นนักลงทุน ผมอยาก “อ่าน” ข้อมูลที่เป็นตัวเลข ที่สะท้อนออกมาจากตลาดหุ้นนั่นคือดัชนีนิกเคอิที่เป็นดัชนีตลาดหุ้นหลักญี่ปุ่น เพื่อจะดูหรือยืนยันว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นจริงตามที่พูดกันแค่ไหน และสิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือพยายามทำนายว่ามันจะไปอย่างไรต่อไป
มองย้อนหลัง30 ปี ตั้งแต่ปี 1983 ดัชนีนิกเคอิเริ่มต้น 10,000 จุดเศษๆ นั่นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลัง “ขึ้นสุดยอด” ยังจำได้ถึงสถานะและบทบาทของบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ที่ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของโลก ไล่ตั้งแต่บริษัทที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเนชั่นแนล เครื่องเสียงของโซนี่ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เจมส์บอนด์ รถยนต์โตโยต้าและนิสสัน ที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลกโดยเฉพาะในไทย และชิ้นส่วนสินค้าไฮเทคจำนวนมาก ที่แม้แต่บริษัทชั้นนำของอเมริกันหรือนาซ่าต้องพึ่งพิง
นอกจากนั้น ความรู้และแนวความคิดในการบริหารงานแบบญี่ปุ่นเช่น ระบบควบคุมสินค้าคงคลังแบบเป็นศูนย์ หรือการบริหารงานแบบ Just in Time และแนวคิดอื่นอีกมากต่างได้รับการขานรับว่าเป็นวิธีการบริหารงานที่ทำให้ญี่ปุ่น “ครองโลก” ในทางธุรกิจ หนังสือ How To หรือการพัฒนาตนเองทางธุรกิจบนแผงหนังสือต่างเป็นเรื่องของญี่ปุ่น
ในช่วงประมาณ 6 ปีถึงสิ้นปี 1989 ดัชนีนิกเคอิได้ปรับขึ้นต่อเนื่องแทบไม่สะดุดเลย ขึ้นไปเป็นประมาณ 39,000 จุด หรือขึ้นไปเป็นเกือบ 4 เท่า คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นราวปีละ 25% และนี่น่าจะเรียกว่าเป็น “ทศวรรษทอง” ของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ราคาหุ้นญี่ปุ่นสูงจนนักวิชาการหลายคนบอกว่า “เป็นไปไม่ได้” ค่า PE ของตลาดสูงเป็นหลายสิบเท่า จำได้ว่ามากกว่า 50 เท่า
แต่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จำนวนมากที่เห็นดัชนีขึ้นเอาขึ้นเอา ต่างเถียงว่าญี่ปุ่นนั้น “ไม่เหมือนสหรัฐ” หรือประเทศอื่นในโลก หุ้นญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถือโดยสถาบันหรือบริษัทญี่ปุ่นด้วยกันล็อกกันไว้หมดและไม่ขาย แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใดคืออัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยญี่ปุ่นต่ำมากแค่ 1-2% ต่อปี
ดังนั้น การลงทุนในหุ้นมีค่า PE 50 เท่าก็ไม่แพง เพราะเท่ากับมีผลตอบแทนกำไรปีละประมาณ 2% เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นคือราคาที่ดินของญี่ปุ่นเองสูงมาก อาจจะยิ่งกว่าหุ้น มีการคำนวณกันว่า ราคาที่ดินทั้งประเทศของญี่ปุ่นนั้น ถ้าคิดตามราคาตลาดแล้ว มีค่ามากกว่าราคาที่ดินทั้งหมดของสหรัฐ ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าไม่รู้กี่สิบเท่า ที่ดินเฉพาะในโตเกียวก็สูงกว่ารัฐใหญ่ที่สุดหลายรัฐของอเมริการวมกัน
สิ้นปี 1989 สำหรับผมคือ “ยอดดอยฟูจี” ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตลาดหุ้นเริ่มถล่มทลาย ภายในเวลาหนึ่งปี ดัชนีตกลงเหลือราว 24,000 จุด หรือลดลงประมาณ 38% แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพังทลายของความเชื่อเกี่ยวกับญี่ปุ่น ที่ว่าหุ้นของญี่ปุ่นไม่มีวันตกเพราะมันถูกถือโดยคนที่จะไม่ขาย
มันเป็นจุดเริ่มต้นของการพังทลายของความคิดที่ว่าญี่ปุ่นคือ “ราชัน” ทางเศรษฐกิจที่จะยึดกุมโลก มันเป็นจุดเริ่มต้นของการพังทลายของความเชื่อที่ว่าสินค้าญี่ปุ่นนั้นจะครองใจคนทั้งโลก โดยที่คู่แข่งไม่มีทางตามทัน เพราะญี่ปุ่นมีคนดีและฉลาดที่สุด และมีตลาดภายในที่ใหญ่พอที่จะสร้าง Economies of Scale ที่เป็นฐานให้กับกิจการทุกชนิดได้ มีแต่อเมริกาเท่านั้นที่อาจเป็นคู่แข่ง ประเทศเล็กอย่างเกาหลีใต้ในเอเชีย หรือฟินแลนด์ในยุโรปไม่ได้อยู่ในสายตาที่จะก้าวเข้ามาแข่งขันได้
ดัชนีนิกเคอิตกลงต่อเนื่องกว่า 3 ปีจนถึงเดือนมี.ค. 2003 เหลือประมาณ 8,000 จุด หรือลดลงประมาณ 80% นี่คือลักษณะของวิกฤติอย่างแท้จริงซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก หลายประเทศรวมถึงไทยพบว่าเมื่อเกิดวิกฤติใหญ่ ดัชนีหุ้นจะลดลงต่อเนื่องประมาณ 3 ปี และดัชนีจะตกลงเหลือเพียง 10% ถึง 20% จากจุดสูงสุด
หลังจากนั้นดัชนีนิกเคอิก็เริ่มฟื้นตัว ดัชนีปรับขึ้นไปกว่า 4 ปีเป็นประมาณ 18,000 จุด ในปี 2007 แต่แล้วในปี 2008 ก็เกิดวิกฤติซับไพร์มในอเมริกาและลามไปทั่วโลก ทำให้ดัชนีนิกเคอิตกลงเกือบ 60% เหลือเพียงประมาณ 7,500 จุดในช่วงต้นปี 2009 จนถึงสิ้นปี 2012 ดัชนีนิกเคอิยังอยู่ที่ประมาณ 10,400 จุด ห่างไกลมากจากจุดสูงสุดก่อนซับไพร์มที่ 18,000 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นอื่น โดยเฉพาะเอเชียดัชนีวิ่งเกินไปมากแล้ว
สังคมญี่ปุ่นเองคงถึงจุดที่ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงหลังจากที่ประเทศ “ติดหล่ม” มานาน และนี่ก็เป็นที่มาของการที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีนโยบาย “ก้าวร้าว” และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ
นายชินโซะ อาเบะกล้าที่จะพิมพ์เงิน เพื่อ “สร้างเงินเฟ้อ” เพื่อผลักดันเศรษฐกิจ เขากล้าแม้กระทั่งยอมให้คนไทยเข้าประเทศ โดยไม่ต้องมีวีซ่าเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เขายังทำอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่มีใครเคยคิดทำในสังคมแบบญี่ปุ่น และนี่ทำให้ดัชนีนิกเคอิของปีที่แล้วปรับตัวขึ้นถึง 57% เป็นประมาณ 16,300 จุด เป็นการปรับตัวสูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี และน่าจะดีที่สุดในโลกสำหรับตลาดหุ้นหลัก ๆ
ประเด็นต่อจากนี้คือ เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะไปได้ต่อไหมและมากน้อยแค่ไหน จริงอยู่ แนวความคิด วัฒนธรรม และวิธีการสามารถเปลี่ยนได้ โดยเฉพาะในคนญี่ปุ่นที่ฉลาด มุ่งมั่นและมีวินัยสูงรวมถึงการเป็นคนที่มีสุขภาพดีเลิศ แต่การที่คนแก่ตัวลงและโอกาสหรือความตั้งใจที่จะเพิ่มคนนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่าย มองระยะยาวแล้ว ผมยังไม่แน่ใจว่าญี่ปุ่นจะฟื้นได้จริงมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น ถ้าจะลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นแล้ว คิดว่าคงอยากจะเลือกเป็นรายตัวมากกว่าการซื้อกองทุนรวมที่อิงอยู่กับเศรษฐกิจโดยรวมญี่ปุ่น









