วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ผมเพิ่งกลับจากการเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ได้ไปเยือนมาหลายครั้ง ย้อนหลังราว 30 ปีเศษ ความรู้สึกทั่วไปคือ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เจริญมาก

ในทุกด้านทั้งวัตถุและจิตใจ ซึ่งส่งผลให้สังคมญี่ปุ่นที่เห็นจากภายนอก“สมบูรณ์” ไปหมด

ประเด็นคือดีแบบนี้มาตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่น ดังนั้นถ้าจะพูดถึงการ “เติบโต” หรือ “อัตราการพัฒนา” ให้ดีขึ้นนั้น อาจจะไม่สูงเลย ว่าที่จริงในช่วงกว่า 10 ปี หรืออาจจะใกล้ๆ 20 ปีมาแล้ว ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจจะ “ไม่ไปไหนเลย” สาเหตุใหญ่นั้นคิดว่าน่าจะมาจากอัตราการเกิดของพลเมืองญี่ปุ่นนั้นต่ำมาก และคนก็มีอายุที่ยืนยาวมาก

ดังนั้นอายุเฉลี่ยของคนจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจน กลายเป็นสังคมของ “คนแก่” และญี่ปุ่นเองก็ไม่ต้องการจะรับคนต่างชาติเข้าเมือง เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้สังคมญี่ปุ่น “ด้อยลง” นอกจากประเด็นเรื่องคนแก่ตัวลงแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นชะงักงันยาวนาน อาจเป็นเพราะนิสัยหรือแนวความคิดของคนญี่ปุ่นเองค่อนข้างอนุรักษนิยมมาก หรือเป็นคนที่มีวินัยสูง

ทุกคนต่างปฏิบัติตามกฎเกณฑ์สังคมเคร่งครัด ไม่ใคร่มีใคร “แหกกฎ” หรือ “คิดแตกต่าง” นี่อาจทำให้ความคิดสร้างสรรค์ลดน้อยลงไป ซึ่งในอดีตนั้น อาจไม่มีปัญหาแข่งขันทางเศรษฐกิจมากนัก แต่ระยะหลังเป็นสิ่งจำเป็น และอาจทำให้ญี่ปุ่นมีปัญหาพอสมควรในโลกยุคปัจจุบัน

สิ่งที่พูดข้างต้น เป็นเรื่องการพรรณนาที่เราต่างก็ได้รับรู้จากการได้สัมผัส จากสื่อและหนังสือที่เผยแพร่มาต่อเนื่อง ในฐานะที่เป็นนักลงทุน ผมอยาก “อ่าน” ข้อมูลที่เป็นตัวเลข ที่สะท้อนออกมาจากตลาดหุ้นนั่นคือดัชนีนิกเคอิที่เป็นดัชนีตลาดหุ้นหลักญี่ปุ่น เพื่อจะดูหรือยืนยันว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นจริงตามที่พูดกันแค่ไหน และสิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือพยายามทำนายว่ามันจะไปอย่างไรต่อไป

มองย้อนหลัง30 ปี ตั้งแต่ปี 1983 ดัชนีนิกเคอิเริ่มต้น 10,000 จุดเศษๆ นั่นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลัง “ขึ้นสุดยอด” ยังจำได้ถึงสถานะและบทบาทของบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ที่ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของโลก ไล่ตั้งแต่บริษัทที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเนชั่นแนล เครื่องเสียงของโซนี่ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เจมส์บอนด์ รถยนต์โตโยต้าและนิสสัน ที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลกโดยเฉพาะในไทย และชิ้นส่วนสินค้าไฮเทคจำนวนมาก ที่แม้แต่บริษัทชั้นนำของอเมริกันหรือนาซ่าต้องพึ่งพิง

นอกจากนั้น ความรู้และแนวความคิดในการบริหารงานแบบญี่ปุ่นเช่น ระบบควบคุมสินค้าคงคลังแบบเป็นศูนย์ หรือการบริหารงานแบบ Just in Time และแนวคิดอื่นอีกมากต่างได้รับการขานรับว่าเป็นวิธีการบริหารงานที่ทำให้ญี่ปุ่น “ครองโลก” ในทางธุรกิจ หนังสือ How To หรือการพัฒนาตนเองทางธุรกิจบนแผงหนังสือต่างเป็นเรื่องของญี่ปุ่น

ในช่วงประมาณ 6 ปีถึงสิ้นปี 1989 ดัชนีนิกเคอิได้ปรับขึ้นต่อเนื่องแทบไม่สะดุดเลย ขึ้นไปเป็นประมาณ 39,000 จุด หรือขึ้นไปเป็นเกือบ 4 เท่า คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นราวปีละ 25% และนี่น่าจะเรียกว่าเป็น “ทศวรรษทอง” ของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ราคาหุ้นญี่ปุ่นสูงจนนักวิชาการหลายคนบอกว่า “เป็นไปไม่ได้” ค่า PE ของตลาดสูงเป็นหลายสิบเท่า จำได้ว่ามากกว่า 50 เท่า

แต่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จำนวนมากที่เห็นดัชนีขึ้นเอาขึ้นเอา ต่างเถียงว่าญี่ปุ่นนั้น “ไม่เหมือนสหรัฐ” หรือประเทศอื่นในโลก หุ้นญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถือโดยสถาบันหรือบริษัทญี่ปุ่นด้วยกันล็อกกันไว้หมดและไม่ขาย แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใดคืออัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยญี่ปุ่นต่ำมากแค่ 1-2% ต่อปี

ดังนั้น การลงทุนในหุ้นมีค่า PE 50 เท่าก็ไม่แพง เพราะเท่ากับมีผลตอบแทนกำไรปีละประมาณ 2% เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นคือราคาที่ดินของญี่ปุ่นเองสูงมาก อาจจะยิ่งกว่าหุ้น มีการคำนวณกันว่า ราคาที่ดินทั้งประเทศของญี่ปุ่นนั้น ถ้าคิดตามราคาตลาดแล้ว มีค่ามากกว่าราคาที่ดินทั้งหมดของสหรัฐ ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าไม่รู้กี่สิบเท่า ที่ดินเฉพาะในโตเกียวก็สูงกว่ารัฐใหญ่ที่สุดหลายรัฐของอเมริการวมกัน

สิ้นปี 1989 สำหรับผมคือ “ยอดดอยฟูจี” ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตลาดหุ้นเริ่มถล่มทลาย ภายในเวลาหนึ่งปี ดัชนีตกลงเหลือราว 24,000 จุด หรือลดลงประมาณ 38% แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพังทลายของความเชื่อเกี่ยวกับญี่ปุ่น ที่ว่าหุ้นของญี่ปุ่นไม่มีวันตกเพราะมันถูกถือโดยคนที่จะไม่ขาย

มันเป็นจุดเริ่มต้นของการพังทลายของความคิดที่ว่าญี่ปุ่นคือ “ราชัน” ทางเศรษฐกิจที่จะยึดกุมโลก มันเป็นจุดเริ่มต้นของการพังทลายของความเชื่อที่ว่าสินค้าญี่ปุ่นนั้นจะครองใจคนทั้งโลก โดยที่คู่แข่งไม่มีทางตามทัน เพราะญี่ปุ่นมีคนดีและฉลาดที่สุด และมีตลาดภายในที่ใหญ่พอที่จะสร้าง Economies of Scale ที่เป็นฐานให้กับกิจการทุกชนิดได้ มีแต่อเมริกาเท่านั้นที่อาจเป็นคู่แข่ง ประเทศเล็กอย่างเกาหลีใต้ในเอเชีย หรือฟินแลนด์ในยุโรปไม่ได้อยู่ในสายตาที่จะก้าวเข้ามาแข่งขันได้

ดัชนีนิกเคอิตกลงต่อเนื่องกว่า 3 ปีจนถึงเดือนมี.ค. 2003 เหลือประมาณ 8,000 จุด หรือลดลงประมาณ 80% นี่คือลักษณะของวิกฤติอย่างแท้จริงซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก หลายประเทศรวมถึงไทยพบว่าเมื่อเกิดวิกฤติใหญ่ ดัชนีหุ้นจะลดลงต่อเนื่องประมาณ 3 ปี และดัชนีจะตกลงเหลือเพียง 10% ถึง 20% จากจุดสูงสุด

หลังจากนั้นดัชนีนิกเคอิก็เริ่มฟื้นตัว ดัชนีปรับขึ้นไปกว่า 4 ปีเป็นประมาณ 18,000 จุด ในปี 2007 แต่แล้วในปี 2008 ก็เกิดวิกฤติซับไพร์มในอเมริกาและลามไปทั่วโลก ทำให้ดัชนีนิกเคอิตกลงเกือบ 60% เหลือเพียงประมาณ 7,500 จุดในช่วงต้นปี 2009 จนถึงสิ้นปี 2012 ดัชนีนิกเคอิยังอยู่ที่ประมาณ 10,400 จุด ห่างไกลมากจากจุดสูงสุดก่อนซับไพร์มที่ 18,000 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นอื่น โดยเฉพาะเอเชียดัชนีวิ่งเกินไปมากแล้ว

สังคมญี่ปุ่นเองคงถึงจุดที่ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงหลังจากที่ประเทศ “ติดหล่ม” มานาน และนี่ก็เป็นที่มาของการที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีนโยบาย “ก้าวร้าว” และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ

นายชินโซะ อาเบะกล้าที่จะพิมพ์เงิน เพื่อ “สร้างเงินเฟ้อ” เพื่อผลักดันเศรษฐกิจ เขากล้าแม้กระทั่งยอมให้คนไทยเข้าประเทศ โดยไม่ต้องมีวีซ่าเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เขายังทำอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่มีใครเคยคิดทำในสังคมแบบญี่ปุ่น และนี่ทำให้ดัชนีนิกเคอิของปีที่แล้วปรับตัวขึ้นถึง 57% เป็นประมาณ 16,300 จุด เป็นการปรับตัวสูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี และน่าจะดีที่สุดในโลกสำหรับตลาดหุ้นหลัก ๆ

ประเด็นต่อจากนี้คือ เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะไปได้ต่อไหมและมากน้อยแค่ไหน จริงอยู่ แนวความคิด วัฒนธรรม และวิธีการสามารถเปลี่ยนได้ โดยเฉพาะในคนญี่ปุ่นที่ฉลาด มุ่งมั่นและมีวินัยสูงรวมถึงการเป็นคนที่มีสุขภาพดีเลิศ แต่การที่คนแก่ตัวลงและโอกาสหรือความตั้งใจที่จะเพิ่มคนนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่าย มองระยะยาวแล้ว ผมยังไม่แน่ใจว่าญี่ปุ่นจะฟื้นได้จริงมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น ถ้าจะลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นแล้ว คิดว่าคงอยากจะเลือกเป็นรายตัวมากกว่าการซื้อกองทุนรวมที่อิงอยู่กับเศรษฐกิจโดยรวมญี่ปุ่น