อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย การที่คนไทยออกมาเดินตามท้องถนนเป็นล้านๆ คนเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าบ้านเมืองมีปัญหา
และต้องเป็นสิ่งที่เขาอัดอั้นตันใจมาก พวกเขาจึงยอมทนร้อนทนแดดออกมาแสดงพลังแสดงความรู้สึกกันมากขนาดนี้
คนบางกลุ่มออกมาเตือนให้ระวังจะมีการรัฐประหารเพราะรัฐประหารมักนำไปสู่รัฐบาลเผด็จการผูกขาดอำนาจ คอร์รัปชัน และแทรกแซงระบบตรวจสอบ แต่คนที่ออกมาเดินตามท้องถนนกลับบอกว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ก็เป็นทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วต่างเพียงแต่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นเอง
มันมีอะไรผิดพลาดเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มาหรือ ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นอย่างสุจริตใจว่าการเลือกตั้งที่ปล่อยไปตามกลไกธรรมชาติ ไร้การแทรกแซงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการคัดสรรผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมามิได้เป็นเช่นนั้น
เมื่อตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวบรวมผู้คนเพื่อก่อตั้งพรรคไทยรักไทยใหม่ๆ นั้น จำนวน ส.ส. ที่คาดหวังไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักธุรกิจย่อมรู้ดีว่าการจะดำเนินธุรกิจการเมืองต้องกุมเสียงข้างมากให้ได้เพราะระบบการเมืองไทยเป็นระบบกินรวบ (The winner takes all) คนที่ชนะจะเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งหากทุ่มทุนอีกนิดจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลและคุมระบบงบประมาณได้เบ็ดเสร็จจึงใช้วิธีกว้านนักการเมืองเข้ามาในพรรค ไม่ว่ากลุ่มวังน้ำเย็นของนายเสนาะ เทียนทอง กลุ่มวังน้ำยมของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กลุ่มวังพญานาคของนายพินิจ จารุสมบัติ กลุ่มพ่อมดดำของนายสุชาติ ตันเจริญ กลุ่มราชบุรีของนายสรอรรถ กลิ่นประทุม และ กลุ่มชลบุรีของนายสนธยา คุณปลื้ม
พร้อมกับการใช้นโยบายประชานิยม เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค การพักชำระหนี้และบ้านเอื้ออาทร ทำให้ได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นสามารถตั้งรัฐบาลด้วยพรรคเดียวได้แต่ต่อมาพรรคถูกยุบเนื่องจากทุจริตการเลือกตั้ง มีการตั้งพรรคใหม่ชื่อพลังประชาชนก็ถูกยุบพรรคเนื่องจากทุจริตการเลือกตั้งอีก ล่าสุดได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคเพื่อไทย
ไม่ว่าจะถูกยุบพรรคกี่ครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังคงใช้นโยบายเดิมคือพยายามดึง ส.ส. จากพรรคอื่นมาให้ได้มากที่สุดเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งกลุ่มที่ถูกดึงมาภายหลังได้แก่ นายสมัคร สุนทรเวช จากพรรคประชากรไทย นายเฉลิม อยู่บำรุง จากพรรคมวลชนกลุ่มเพื่อแผ่นดินและล่าสุดกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย
อาจมีคนแย้งว่า นี่เป็นสิทธิในระบอบประชาธิปไตยที่จะชวนใครมาร่วมพรรคก็ได้ คำถามคือ พรรคที่ใหญ่คับฟ้า แต่มีที่มาจากการใช้เงินกว้านตัว ส.ส. เข้ามารวมกันนั้น แสดงถึงคุณภาพหรือความไว้วางใจที่ประชาชนมอบฉันทะให้พรรคนั้นเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลตามหลักการประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าใครมีเงิน มีบารมีมาก ก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ใช่หรือไม่ นี่คือเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ
ขอยกกรณีเปรียบเทียบกับระบบการค้าเสรี สมมติว่ามีบริษัทตั้งใหม่แห่งหนึ่ง เริ่มสร้างธุรกิจด้วยการเทคโอเวอร์บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กหลายๆ แห่ง จนบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดเกินกว่า 50% จากนั้นได้ใช้วิธีทุ่มตลาดเพื่อให้คู่แข่งขาดทุน จนล้มหายตายจากไป สุดท้ายเมื่อตนเองมีอำนาจเหนือตลาด สามารถผูกขาดอย่างสมบูรณ์แล้ว จะขึ้นราคาสินค้าเท่าไรก็ได้ ถามว่านี่เป็นการใช้สิทธิ์ในระบบการค้าเสรีที่ใครจะซื้อจะขายสินค้าตามอุปสงค์อุปทานที่ราคาเท่าไรก็ได้ ใช่หรือไม่
ฟังดูเผินๆ มันน่าจะเป็นการใช้สิทธิ์อย่างเสรี แต่ปัจจุบัน ประชาคมโลกได้ข้อสรุปแล้วว่า การมีอำนาจเหนือตลาดมากเกินไปแล้วไปบิดเบือนกลไกราคาก็ไม่ดี ดังนั้น การบิดเบือนจำนวนผู้แทนราษฎร โดยการใช้เงินกว้านเข้าพรรคเพื่อเข้ามาหาผลประโยชน์จากงบประมาณ (เช่น บิดเบือนให้เมกะโปรเจคไม่ถือเป็นงบประมาณและผูกพัน 7 ปี) ก็ควรมีการควบคุมและตรวจสอบ เช่นกัน
ปัญหาทำนองนี้ได้มีผู้หรับผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคาดการณ์ไว้บ้างแล้ว จึงได้มีการจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมาดูแล ไม่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ปปช. แต่เมื่อองค์กรเหล่านี้เข้ามาตรวจสอบดูแลจริง กลับถูกแทรกแซง หรือพยายามเข้าไปทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรเหล่านี้ บางคนกล่าวหาว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจล้นฟ้ามากเกินไป แต่มันมีที่มาที่ไปจากข้อเท็จจริงที่ว่าตอนนี้ ฝ่ายบริหารเข้าไปแทรกแซงทุกฝ่ายมากเกินไป ไม่ว่าฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายตุลาการ จึงต้องมีองค์กรมาตรวจสอบอีกชั้น
ผู้เขียนมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ถึงมีอำนาจสูงสุด แต่ก็ยากที่ใครจะเข้าไปกำกับหรือกุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จ เนื่องจากมีการกำหนดที่มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด ซึ่งทั้งสององค์กรเป็นสถาบัน ขัดแย้งกับที่นักวิชาการบางท่านเสนอว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากประชาชน ไม่มีส่วนยึดโยงกับประชาชน ทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าทุกหมู่บ้านกำหนดให้ประชาชนลงมติว่าจะลงโทษอาชญากรอย่างไร หรือให้ชาวบ้านเลือกผู้พิพากษากันเอง เจ้าพ่อมาเฟียประจำหมู่บ้านก็คงรอดพ้นจากการลงโทษทุกครั้งไป
ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. และ ปปช. ถึงจะมีอำนาจเพียงไร ก็เลือกมาจากองค์กรที่เป็นสถาบัน และมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย โดยไม่มีการผูกขาดเหมือนนักการเมืองที่ถูกกำกับโดยคนไม่กี่ตระกูล
ปัญหาคือ ตอนนี้สังคมไทยกำลังถูกท้าทายด้วยทางเลือก 2 ทาง ระหว่างกลุ่มที่ถูกตั้งคำถามในเรื่องความซื่อสัตย์แต่ยืนยันที่จะใช้วิธีให้ประชาชนตัดสิน กับกลุ่มที่มีความตั้งใจดีที่จะปฏิรูปบ้านเมือง แต่มีวิธีการที่ไม่ชัดเจน จนดูเหมือนจะเป็นเผด็จการกำกับดูแลเบ็ดเสร็จเสียเอง
แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับคือ ความจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูปขนานใหญ่ ทำไม เราไม่ฉวยโอกาสทองนี้ผลักดันให้มีการปฏิรูปทันที
ผู้เขียนไม่ได้ให้ราคากับนักการเมืองหรืออดีตนักการเมือง ที่เขียนกฎหมายกี่ครั้งก็ยังคงเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องอยู่ร่ำไป เชื่อว่ากว่า 90%ของนักการเมืองล้วนเข้ามาด้วยเหตุผลของอำนาจและผลประโยชน์ทั้งสิ้น จะมีสักกี่คนที่เข้ามาเพราะอุดมการณ์และเกียรติประวัติ ดังนั้น พวกเราในฐานะเจ้าของประเทศต้องเขียนกรอบล้อมคอกไม่ให้พวกเขาเข้ามากอบโกย
อีกกลุ่มที่สำคัญคือ กุนซือหรือมันสมองของพรรคการเมือง ส่วนใหญ่เป็นอดีตคนเดือนตุลาหรือนักกิจกรรมเก่า ผมขอให้ท่านคิดถึงประชาชนมากกว่าคนที่ว่าจ้างท่าน ขอให้ท่านหวนคิดถึงภาพที่ท่านมองนักการเมืองในอดีต แล้วตอนนี้ท่านกลับทำสิ่งที่ส่งเสริมให้เขาเข้ามาผูกขาดอำนาจ อย่าไปคิดแทนเขาว่าถ้าวางกรอบเข้มงวด นักการเมืองจะอยู่ไม่ได้ เลิกมองว่าการเมืองคือเกมที่ต้องชิงไหวชิงพริบกัน เพราะมันเป็นเกมที่ห้ำหั่นกันบนความพินาศของบ้านเมือง ท่านควรจะใช้ประสบการณ์ของท่าน มาร่วมกันเขียนกติกาล้อมคอกนักการเมืองกันดีกว่า
สุดท้ายคือประชาชน ไม่ว่าท่านจะใส่เสื้อสีอะไร จะอยู่ฝ่าย นปช. หรือ กปปส. ผู้เขียนเชื่อว่าทุกท่านรักชาติไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่เนื่องจากการรับรู้ข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้มีมุมมองในการแก้ปัญหาที่ต่างกัน แต่ท่านทั้งหลายคงเห็นพ้องกันว่าได้เวลาปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะเรื่องคอร์รัปชัน โครงสร้างอำนาจขององค์กรต่างๆ แต่ถ้าให้แต่ละฝ่ายไปออกแบบการปฏิรูปมาเอง ก็จะสุดกู่ไปทางหนึ่ง ยากที่อีกฝ่ายจะยอมรับได้
ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวทางปฏิรูป คือให้มีองค์กรที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเข้ามาดำเนินการ องค์กรนี้อาจจะเป็นคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติของอาจารย์คณิต ณ นคร คณะสมัชชาปฏิรูปประเทศของหมอประเวศ วะสี หรือ 7 องค์กรธุรกิจ เพื่อให้เป็นแกนกลางในการคัดสรรคณะกรรมการขึ้นมา 15 ท่าน อันประกอบด้วย นักวิชาการ อดีตข้าราชการ นักธุรกิจ เกษตรกร และแรงงาน ขึ้นมาอย่างละ 3 ท่าน จากนั้นให้มีผู้แทนจาก นปช.และ กปปส. ฝ่ายละ 3 ท่าน และผู้แทนจากพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ อีกพรรคละ 2 ท่าน รวมเป็นคณะทำงาน 25 ท่าน ช่วยกันร่างแนวทางปฏิรูป (หรืออาจมีการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในภายหลังก็ตามแต่) เมื่อเสร็จแล้วให้มีการทำประชาพิจารณ์ทั้ง 4 ภาค ประมวลความคิดรวบยอด ก่อนที่จะให้ประชาชนลงมติอีกครั้ง กระบวนการนี้ ไม่ควรเกิน 1 ปี
เวลานี้ ทุกฝ่ายต้องยอมเสียสละกันบ้าง ไม่มีใครที่จะได้อะไรทุกอย่างที่ต้องการ เราต้องหัดฟังเสียงอีกฝ่ายบ้าง คำพูดที่ว่า แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ยังใช้ได้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดที่นับวันจะมีโอกาสเกิดมากขึ้น เลิกสาดใส่ความเกลียดชังเข้าหากัน เพราะสิ่งเหล่านั้นมีแต่จะตอกลิ่มความขัดแย้งให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วท่านจะพูดอย่างเต็มปากได้อย่างไรว่า ท่านกำลังลงมือเพื่อช่วยชาติบ้านเมือง
คำถามวันนี้ที่มีถึงรัฐบาล กปปส.หรือ นปช. คือ ท่านมีความจริงใจที่จะคลี่คลายสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ ท่านทั้งหลายทราบดีว่า มีแต่การที่ทุกคนต้องถอยคนละหนึ่งก้าวเท่านั้น หนึ่งก้าวเพื่อให้มีช่องว่าง มีช่องทาง เพื่อเป็นทางออกของประเทศไทย






