วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พฤติกรรมซ้ำซาก : รวบอำนาจ, ตัดกลไกถ่วงดุลและตรวจสอบ

ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีมติด้วยเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190

ของรัฐสภานั้นฝ่าฝืนมาตรา 68 วรรค 1 ซึ่งหมายถึงการได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศโดยมิชอบ, รวบรัดปิดอภิปราย, ลดทอนอำนาจนิติบัญญัติ และเอื้อประโยชน์เสียงข้างมาก

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ การที่ฝ่ายนิติบัญญัติอาศัยมีเสียงข้างมากตัดสินใจแก้มาตรานี้เพื่อให้อำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้น

และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ หรือการถ่วงดุลอำนาจที่เรียกว่า checks and balances ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย

นี่คือความพยายามที่จะรวบอำนาจของฝ่ายบริหาร ที่มีคนในสภามากพอที่จะลงคะแนนเสียง (แถมยังมีการเสียบบัตรแทนกันได้อีก) ที่จะแก้ไขกติกาอะไรก็ได้ที่จะสนองความต้องการอำนาจของตน

เจตนารมณ์แรกเริ่มของการเขียนมาตรา 190 ลงในรัฐธรรมนูญคือ การที่ให้ฝ่ายผู้แทนราษฎรตรวจสอบสิ่งที่รัฐบาลทำกับต่างประเทศในรูปแบบสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ ที่อาจจะกระทบผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน

ดังนั้น ความพยายามใด ๆ ของฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกติกานี้เพื่อไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ สามารถซักถามและตรวจสอบฝ่ายบริหารในการทำข้อตกลงกับต่างประเทศจึงเห็นได้จะแจ้งว่ามีวาระซ่อนเร้น

เพราะหากไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังอำพรางแล้ว, ทำไมจะต้องถึงขั้นแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจะเปลี่ยนเงื่อนให้การ “ถ่วงดุล” หายไป?

ตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า สมาชิกรัฐสภาต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ไม่ใช่มุ่งแก้รัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการด้วยความสะดวกราบรื่น

โดยไม่เปิดให้สมาชิกรัฐสภาได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย เสียงข้างมากต้องฟังเสียงข้างน้อย

คำวินิจฉัยตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า หากเสียงข้างมากอาศัยความได้เปรียบ ไม่เคารพความเห็นของเสียงข้างน้อยก็ย่อมเป็นเผด็จการรูปแบบหนึ่ง เป็นเผด็จการเสียงข้างมาก เผด็จการรัฐสภา ทำลายความชอบธรรมของกระบวนการนิติบัญญัติ

น่าสนใจว่าคำวินิจฉัยของศาลกล่าวถึงกรณีแถลงการณ์ไทย-กัมพูชาที่ทำก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศโดยรวม และการแก้ไขเพิ่มเติมคำว่า “โดยชัดแจ้ง” ต่อท้ายหนังสือสัญญานั้นเป็นการลิดรอนอำนาจในการตรวจสอบของรัฐสภา และเพิ่มอำนาจให้กับคณะรัฐมนตรีมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการถ่วงดุลและคานอำนาจ ก่อให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จให้กับฝ่ายบริหาร

กรณีการที่เสียงส่วนใหญ่แก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ก็เข้าข่ายการที่เสียงข้างมากแก้ไขเปลี่ยนแปลงกติกาเพื่อประโยชน์แห่งตน

ไม่พักต้องเอ่ยถึงการที่เสียงข้างมากในสภาผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม “สุดซอย” อันเป็นที่มาของการชุมนุมของ “มวลมหาประชาชน” จนถึงทุกวันนี้

ย่อมสะท้อนว่ากลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่ได้มีความสำนึกว่า สิ่งที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นจะต้องประกอบด้วยความชอบธรรม, ความสุจริตและการสร้างกลไกของการถ่วงดุลเพื่อคานอำนาจเพื่อไม่ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จ สามารถจะสั่งการให้บ้านเมืองไปทางใดทางหนึ่งเพื่อผลประโยชน์แห่งตนเท่านั้น

การกระทำผิดซ้ำซากในประเด็นเดียวกันเช่นนี้ จะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่านี่คือวิธีการเล่นการเมืองแบบ “รวบอำนาจ” โดย “นักเลือกตั้ง” ที่ใช้เงิน, นโยบายประชานิยม และอำนาจบารมีที่สั่งสมจากการคุมทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติอย่างชัดเจน

หากไม่ปฏิรูปบ้านเมืองกันอย่างถึงแก่น บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างนี้ก็มีแต่จะเข้าสู่หายนะเท่านั้น