วิกฤติทางการเมืองของบังกลาเทศ แม้ว่าจะไม่เหมือนกับของไทยในหลายด้าน แต่ความรุนแรงในวันเลือกตั้ง
อันเกิดจากการเผชิญหน้า ระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เป็นบทเรียนที่ต้องหลีกเลี่ยงสำหรับประเทศไทย
ผลการ “เลือกตั้งเลือด” ของบังกลาเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พรรครัฐบาลได้ที่นั่ง 77% ของจำนวนที่นั่งในสภา 300 ที่นั่ง
ที่ผลออกมาอย่างนั้น เพราะว่าพรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตร ไม่ยอมลงสมัครแข่งขัน เพราะอ้างว่านายกรัฐมนตรีชีค ฮาซีนา หัวหน้าพรรค Awami League แอบไปแก้กติกา ไม่ยอมให้มีการแต่งตั้ง “รัฐบาลรักษาการที่เป็นกลาง” หลังจาก นายกฯ ประกาศให้มีการเลือกตั้ง
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่ารัฐบาลที่อยู่ในอำนาจ จะต้องไม่ “รักษาการ” รัฐบาลระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะสามารถใช้อิทธิพลกลไกรัฐให้ตนได้เปรียบพรรคการเมืองอื่น แต่ นายกฯ ฮาซีนา ก็ไม่ฟังเสียง เดินหน้าจัดการเลือกตั้ง เพราะมั่นใจว่าอย่างไรเสียตนก็สามารถจะควบคุมสถานการณ์ได้
เอาเข้าจริงๆ วันเลือกตั้งก็วุ่นวายสับสน มีการเผาคูหาเลือกตั้งกว่า 200 จุดทั่วประเทศ มีการปะทะกันระหว่างตำรวจกับฝ่ายต่อต้านรุนแรงหลายจุด มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 23 ราย และบาดเจ็บเป็นร้อย
สื่อมวลชนที่นั่นเรียกการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “เป็นการหย่อนบัตรที่เลือดสาดมากที่สุด” และสะท้อนว่า “ชัยชนะ” ของฝ่ายรัฐบาลเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ หาสาระไม่ได้ เพราะว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะปกครองประเทศ
การเลือกตั้งท่ามกลางความขัดแย้ง การคว่ำบาตร การต่อต้านอย่างกว้างขวาง และ การผละงานของคนงานอีกจำนวนมาก จึงมิอาจจะเรียกว่าเป็น “ประชาธิปไตย” ได้เลย
พรรคฝ่ายค้านหลัก คือ Bangladesh Nationalist Party ซึ่งเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด 21 พรรค คว่ำบาตรการเลือกตั้ง ประกาศเดินหน้าประท้วงต่อหลังการเลือกตั้ง ด้วยการประกาศให้มีการผละงานต่อไปอีก จนกว่ารัฐบาลจะยอมประกาศผลการหย่อนบัตรครั้งนี้ให้เป็นโมฆะ และจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ภายใต้กติกาที่โปร่งใสและเป็นธรรมกว่านี้
หลายประเทศ เช่น สหรัฐและยุโรป ต่างก็เรียกร้องให้รัฐบาลบังกลาเทศจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยให้มีผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศตามที่ฝ่ายค้านเรียกร้อง
(ละม้ายกับการประท้วงที่กัมพูชาของฝ่ายค้านที่เรียกร้องให้ นายกฯ ฮุนเซน จัดการเลือกตั้งใหม่ หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีการโกงกันอย่างมหาศาล)
ผู้นำฝ่ายค้านคาเลดา เซีย (เคยเป็น นายกฯ มาแล้วสองสมัย) ถูกทางการกักบริเวณมาเกือบหนึ่งสัปดาห์ หลังจากเธอระดมผู้คนออกมาเดินขบวนต่อต้านรัฐบาล
บังกลาเทศ กลายเป็นประเทศที่มี “สองสิงห์สาว” ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านมาตลอด เพราะว่าต่างคนต่างสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมามีอำนาจ และเมื่อใครคนหนึ่งเป็นใหญ่ ก็จะบี้อีกคนหนึ่งให้จมดิน กลายเป็นความขัดแย้งต่อเนื่องยาวนาน ของนักการเมืองหญิงสองค่ายนี้ ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างยิ่ง
และทั้งสองก็ไม่มีทีท่าพร้อมที่จะเจรจาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศเลย ต่างคนต่างเชื่อว่าหากตนยืนกรานในเงื่อนไขของตนเอง อีกฝ่ายหนึ่งก็จะต้องยอมตน เพราะหากตนแพ้ ตกจากอำนาจไปเป็นฝ่ายค้าน ก็จะถูกอีกฝ่ายหนึ่งรังแกกลั่นแกล้งและหมดอำนาจต่อรอง
เพราะว่า การ “เล่นการเมือง” เพื่อผลประโยชน์เช่นนี้แหละ ที่ทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ เพราะไม่ยอม “ปฏิรูป” อย่างจริงจัง
การเมืองบังกลาเทศ จึงเป็นการใช้ “คนจน” ที่มีจำนวนมากเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง ขณะที่คอร์รัปชันมีอย่างกว้างขวาง สองสาวใหญ่ที่สลับกันขึ้นมามีอำนาจ ก็ไม่ได้มุ่งมั่นตั้งใจที่จะปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง
ใครที่ติดตามข่าวคราวจากเพื่อนบ้านกัมพูชาและบังกลาเทศ ก็คงจะย้อนกลับมาดูตัวเราเอง แม้ว่าหลายข้อจะมีความแตกต่างกัน แต่ก็มีหลายปัจจัยที่มีความเหมือน ระหว่างไทยกับบังกลาเทศ นั่นคือ ความดื้อรั้นของฝ่ายที่มีความขัดแย้ง ความกลัวเสียอำนาจของนักเลือกตั้ง อีกทั้งยังไม่มีฝ่ายใดยอมเสียสละ ด้วยการถอยก้าวแรกเพื่อเปิดทางให้มีการเจรจากันอย่างเป็นรูปธรรม
การเลือกตั้งที่ไม่มีกติกาที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายที่บังกลาเทศ นำไปสู่การปะทะ เสียเลือดเนื้อ และหมดความหวังของการ “ปฏิรูป”
หากว่า...ฝ่ายขัดแย้งในบ้านเราเห็นภาพ “เลือกตั้งเลือด” ของเพื่อนบ้านแล้ว ยังไม่เจรจาหาทางออก เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงแล้ว ก็เท่ากับเป็นการนำพาประเทศสู่หายนะ...ในลักษณะเดียวกัน






