ในภาวะที่บ้านเมืองต้องการทางออก การที่นายกลอยตัวอยู่เหนือปัญหาด้วยการเดินทางไป เยี่ยม ประชาชนในภาคอีสานและภาคเหนือ
ทำให้ภาพความเป็นผู้นำหมองมัวยิ่งกว่าเดิม การลอยตัวไปเรื่อยๆ แบบนี้ ทำให้คาดเดากันได้ยากว่า บ้านเมืองของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อพิจารณาถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคมที่พุ่งเข้าไปหานายกและรัฐบาลรักษาการ ควบคู่ไปกับสารพัดคดีที่เป็นชนักติดหลังคนในรัฐบาล ทำให้เริ่มมีการมองข้ามช็อตกันแล้วว่า นายกและรัฐบาลรักษาการชุดนี้คงอยู่ได้ไม่นาน
สมมติว่าความเชื่อนี้เป็นจริงขึ้นมา วันหนึ่งข้างหน้า อำนาจก็จะกลับไปสู่มือของประชาชน โจทย์ที่สังคมไทยต้องร่วมกันหาคำตอบก็คือ นายกคนใหม่ของเราควรมีคุณสมบัติอย่างไร ถึงจะนำพาบ้านเมืองให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยดีได้ในภาวะสังคมมีความคิดแตกแยกกันแบบสุดโต่งเช่นนี้
นายกเปรียบเหมือนกัปตันเรือ ต้องรู้จักจุดดีและข้อจำกัดของตนเอง มีความสุจริตน่าเชื่อถือ รู้จักลูกเรือของคนเองว่าแต่ละคนมีความสามารถในด้านใด เพื่อให้สามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ เข้าใจท้องทะเล รู้จักสภาพอากาศ สามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างเหมาะสม มีเป้าหมายในการเดินทางที่ชัดเจน ชาญฉลาดในการใช้พระเดชพระคุณ เพื่อให้สามารถนำพาเรือไปให้ถึงจุดมุ่งหมายที่กำหนดเอาไว้ได้ หากนำเอาคุณสมบัติเหล่านี้มาเป็นเกณฑ์แล้ว นายกคนใหม่ของเราควรจะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. รู้จักตัวเอง ไม่มีใครที่สมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกเรื่อง คนที่จะเป็นผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่ต้องเก่งรอบด้าน ผู้นำคือคนที่รู้จักจุดแข็งและข้อจำกัดของตนเอง มีคุณธรรมและจริยธรรม รู้จักเลือกคนเข้ามาเป็นผู้ช่วยเหลือ เพื่อเสริมจุดแข็งและลดทอนข้อจำกัดของตนให้เหลือน้อยที่สุด
วิธีการที่จะรู้จักตัวเองได้ดีที่สุด คือการรู้จักรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์โดยปราศจากอคติ และเลือกรับเอาข้อติชมเหล่านั้นมาปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ
2. มีความสุจริตน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ของนักการเมืองส่วนใหญ่ในสมัยนี้ คือ คนปลิ้นปล้อน พร้อมที่จะพูดทุกอย่าง ทำทุกอย่าง โกหกกลับคำเมื่อมีโอกาส เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองในการดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป จะได้ใช้ตำแหน่งในการแสวงหาอำนาจกอบโกยผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง หากนายกซึ่งเป็นนักการเมืองคนหนึ่งมีลักษณะเช่นนี้ด้วย ก็จะไม่ได้รับความเชื่อใจและเชื่อมั่นจากประชาชน ส่งผลให้นโยบายต่างๆ ที่ออกมาขาดความน่าเชื่อถือไปด้วย ไม่ว่าจะพยายามชี้นำสังคมอย่างไร ก็มักพบกับแรงต้านของทุกภาคส่วนอยู่เสมอ จึงไม่สามารถผลักดันนโยบายให้สำเร็จได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
3. รู้จักใช้คน โลกทุกวันนี้มีความสลับซับซ้อนมากเกินกว่าที่คนเพียงคนเดียวจะรับมือได้ ความซับซ้อนนี้ทำให้หมดยุคของนายกอัศวินม้าขาวแล้ว สิ่งที่สังคมไทยต้องการตอนนี้ คือกองทัพของผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานร่วมกัน โดยมีนายกเป็นแม่ทัพสั่งการ รู้จักจุดเด่นและข้อจำกัดของทหารในกองทัพ สามารถใช้คนได้ถูกและเหมาะสมกับงาน เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ มีลูกล่อลูกชนในการใช้พระเดชพระคุณเพื่อควบคุมลูกน้องไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง
4. รู้จักเมืองไทย การ “รู้จัก” เมืองไทยนี้ ต้องเป็นการรู้จักทั้งในเชิงกายภาพและเชิงสังคมวิทยา โดยในเชิงกายภาพ นายกจะต้องรู้ว่า แต่ละพื้นที่ในประเทศนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร จุดเด่นในเชิงกายภาพของแต่ละภูมิภาคคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถนำเอาจุดเด่นนั้นมาใช้ประโยชน์เพื่อคนในพื้นที่และคนในประเทศได้เหมาะสม
สำหรับด้านสังคมวิทยานั้น นายกต้องมีความรู้ความเข้าใจว่า ตอนนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทยเป็นอย่างไร สามารถประเมินได้ว่าสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ความเชื่อ ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ และทัศนคติของคนกลุ่มต่างๆ ในบ้านเมืองมากน้อยเพียงใด
5. รู้จักใช้เงิน การบริหารจัดการบ้านเมืองจำเป็นต้องใช้เงิน การตัดสินใจของผู้นำไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ต้องเกี่ยวพันกับเงินแทบทั้งสิ้น ผู้นำที่ขาดทักษะในการบริหารจัดการเงิน ใช้เงินโดยไม่รู้จักประเมินประโยชน์และต้นทุนของประเทศให้รอบคอบ ขืนเลือกเข้าไปก็มีแต่จะทำให้รัฐจนลง ประชาชนต้องรับภาระมากขึ้น สุดท้ายก็เดือดร้อนกันไปหมด
6. รู้เป้าหมาย ตอนนี้สังคมไทยกำลังสับสนว่าจะเดินไปทางไหน คนเป็นผู้นำประเทศต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการเห็นประเทศไทยไปทางไหน สามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าเป้าหมายที่เสนอมาดีอย่างไร มีแผนการชัดเจนว่าจะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้เมื่อไหร่และอย่างไร แล้วให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจว่า ต้องการจะร่วมเดินทางไปสู่เป้าหมายเหล่านั้นด้วยหรือไม่
ปัญหาเร่งด่วนตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การประสานรอยร้าวในสังคมเท่านั้น ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะตอนนี้ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของเราเริ่มส่ออาการน่าเป็นห่วงแล้ว ใครจะรู้ว่าอีกสามเดือน หกเดือนข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
หากหลักเกณฑ์พื้นฐานหกข้อนี้ไปเทียบกับพฤติกรรมของนายกรักษาการ คณะรัฐมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองนี้ ก็จะรู้ว่า ตอนนี้เรามีทั้งคนที่ “ใช่” และ “ไม่ใช่” สำหรับประเทศไทย ก็ได้แต่หวังว่า ผู้นำคนต่อไปของเราจะมีคุณสมบัติเหล่านี้อย่างครบถ้วน เราจะได้มีนายกคนใหม่ที่ถูกใจไทยแลนด์กันเสียที









