วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรุงเทพโกลาหล?

เมื่อปี 2536 "ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์" นำเสนอ "ทฤษฎีไร้ระเบียบ" หรือ "ทฤษฎีโกลาหล" (Chaos theory) ของ Ervin Laszlo

ผ่านหนังสือ"ทฤษฎีความไร้ระเบียบ กับทางแพร่งของสังคมไทย"ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย

ข้อสรุปจากหนังสือเล่มดังกล่าว เป็นการเตือนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้การโจมตี ของคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงลูกต่างๆ ทั้งในระดับโลกและภายในสังคมไทยเอง ซึ่งทำให้สังคมไทยเข้าสู่สภาพความไร้ระเบียบ และอยู่ในทางแพร่ง

พ.ศ.โน้น "ชัยวัฒน์" ในฐานะนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ได้ร่วมกับมิตรสหาย จัดทำ "บางกอกฟอร์รั่ม" ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภาคประชาสังคมในกรุงเทพฯให้เข้มแข็ง ด้วยการ "ปิดถนนพระอาทิตย์" เพื่อให้คนกรุงได้มีกิจกรรมร่วมกัน อันเป็นต้นแบบของการ "ปิดถนนสีลม" ในเวลาต่อมา

พ.ศ.ปัจจุบัน "ชัยวัฒน์" เป็นประธานสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) และเป็นหนึ่งใน "คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (กปปส.)

แนวความคิดทฤษฎีโกลาหล ได้ประกาศถึงศักยภาพของปัจเจกชน ในการสร้างศักยภาพเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้น เสมือนการกระพือปีกของผีเสื้อตัวเล็กๆ ก็ยังมีโอกาสทำให้ฝนตกได้

"ชัยวัฒน์" จึงเชื่อว่า พลังผีเสื้อกระพือปีก (butterfly effect) โดยหลักทฤษฎี กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ ณ ใจกลางกรุงเทพมหานคร

บนรอยต่อระหว่างระบบเก่า ที่กำลังจะเสื่อมสลาย และระบบใหม่ที่รอคอยจะบังเกิด สถานการณ์เช่นนี้ในทางทฤษฎีไร้ระเบียบเรียบกว่า "ช่วงเปลี่ยนผ่าน"

มันสมอง กปปส. ระบุว่า "ระบอบทักษิณ" ที่มี "ยิ่งลักษณ์" เป็นตัวแทนกำลังเสื่อมสลาย และไม่ได้รับความชอบธรรม และความไว้วางใจจากประชาชน

ขณะที่ฝ่าย กปปส. ก็ยังไม่สามารถที่จะเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จได้ สถานการณ์ "ขั้นยัน" กันนี้ อีกไม่ช้าไม่นาน ก็จะเป็น "สุญญากาศทางการเมือง" ซึ่งจะกลายเป็น "สถานการณ์รัฐล้มเหลว" (failed state) ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์

"ชัยวัฒน์" สรุปการลุกฮือของมวลมหาประชาชนว่า "การต่อสู้ของพลเมืองแข็งข้อนับล้านๆ คนครั้งนี้ จึงเป็นการต่อสู้ที่มีต้นธารจากมาตรา 3 ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และมีความชอบธรรมในการล้มระบอบการปกครอง ที่ใช้เงินโดยคนมีเงิน (plutocracy) และสร้างประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง (deliberative democracy)..."

ยุทธการ"ปิดกรุงเทพฯ"เสมือนการค้นพบ"จุดคานงัดของสังคม"เพียงแต่งัดเบา ๆ คานก็อาจเคลื่อนไหวได้

แต่ในโลกความเป็นจริง ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า "มวลชนนกหวีด" ปี 2556 เป็นปฏิกิริยาด้านกลับจากการเคลื่อนไหวปิดกรุงเทพฯของ "มวลชนเสื้อแดง" ระหว่างปี 2552-2553

ทำนองเดียวกัน การยกทัพจากชนบทเข้ายึดกรุงของคนเสื้อแดง ก็เป็นปฏิกิริยาด้านกลับของคนเสื้อเหลือง ที่ชุมนุมยืดเยื้อยึดทำเนียบรัฐบาล ต่อเนื่องจนถึงปิดสนามบิน ในปี 2551

ฉะนั้น การปิดกรุงเทพฯของมวลมหาประชาชน ในต้นปี 2557 มีแนวโน้มจะสร้างปฏิกิริยาโต้กลับจากอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่าการถอยร่น และรอรับชะตากรรมเยี่ยงผู้ปราชัย

แม้แกนนำ นปช.จะไม่ประกาศนัดหมายให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมใหญ่ "เปิดกรุงเทพฯ" แต่ก็เชื่อว่ามีคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยที่จะออกมาแสดงพลังคัดค้านการกระทำของมวลมหาประชาชนของ กปปส.

เพราะวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงมากกว่า 20 สถานีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่องทีวีดาวเทียมฝ่ายเชียร์ยิ่งลักษณ์ หรือ "จอแดง" 6 ช่อง กำลังปลุกเร้าอารมณ์ด้วยวาจาแห่งความชิงชัง ก็ไม่ต่างจากช่องทีวีดาวเทียมฝ่าย กปปส. ก็มีแต่ปลุกระดมให้เชื่อว่า จะชนะตามที่กำนันย้ำแล้วย้ำอีกบนเวทีราชดำเนิน

จุดอ่อนความคิดทฤษฎีไร้ระเบียบ คือมองความเคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง ซึ่งแท้จริงแล้ว ความขัดแย้งในสังคมไทย มันสลับซับซ้อน

ในทางปฏิบัติของทฤษฎีโกลาหล จึงมีโอกาสนำไปสู่สถานการณ์ "สงครามกลางเมือง" อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น