กรณีการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงคนบาดเจ็บจากการปะทะ ระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ชุมนุม
ดูเหมือนว่าสถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ตามที่หลายฝ่ายประเมินก่อนหน้านั้น เมื่อมีผู้ก่อเหตุกราดยิงกลุ่มผู้ชุมนุมในอีกวันต่อมา ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น มีเพียงผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในบริเวณบริเวณพื้นที่รอบทำเนียบรัฐบาลเท่านั้น
หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์การชุมนุมในอดีต เราจะพบว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น มักจะนำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากการชุมนุมของกลุ่มใด ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าความรุนแรง ไม่อาจเป็นวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ในทางตรงกันข้าม กลับเร่งให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากสองกรณีหลังเหตุการณ์ความรุนแรง กรณีแรก เมื่อสมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่ง เข้าตรวจพื้นที่บริเวณสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ก็ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงความไม่พอใจกลุ่มส.ว.ดังกล่าว ซึ่งภาพที่ปรากฏให้เห็นก็คือ ทั้งสองฝ่ายได้เข้าไปมีส่วนร่วมความขัดแย้งโดยตรงและเผชิญหน้ากันมากขึ้น
กรณีที่สอง เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศยกระดับการชุมนุม ด้วยการปิดพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ในช่วงหลังเทศกาลปีใหม่ โดยประกาศว่าในครั้งนี้จะปิดนานนับเดือน เพื่อกดดันรัฐบาลไม่ให้สามารถทำงานได้ ซึ่งหากมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมากและพื้นที่ชุมนุมขยายวงออกไป นั่นหมายถึงการขยายพื้นที่ความขัดแย้งออกไปด้วย
สองกรณีที่กล่าวมาข้างต้นเป็นตัวอย่างของสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นหลังความรุนแรง และมีแนวโน้มว่าเหตุการณ์จะมุ่งไปสู่ภาวะเช่นนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่ย้ำให้เห็นก็คือการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ซึ่งปรากฏว่ายังไม่สามารถรับสมัครเลือกตั้งได้ครบทุกจังหวัด ดังนั้น ก่อนถึงวันเลือกตั้งยังไม่สามารถประเมินได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น อาจกล่าวได้ว่าทุกสถานการณ์สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ จนบางคนเห็นว่าขณะนี้เป็นอีกภาวะหนึ่งที่สังคมไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงอย่างยิ่ง เพราะเรายังไม่รู้ว่าในวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น และความขัดแย้งจะยุติลงอย่างไรและกินเวลายาวนานแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ก็มีสัญญาณให้เห็นแล้วว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจจะไม่เรียบร้อยดังที่รัฐบาลคาดหวังเอาไว้ และยังเป็นปริศนาอยู่ว่าการเลือกตั้งในบางพื้นที่จะทำได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ด้วยความเรียบร้อย หรือ ทำให้กระบวนการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป การเมืองไทยก็จะอยู่ในภาวะไม่แน่นอนยิงขึ้นไปอีก
เราเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น คนไทยจำนวนมากก็ประเมินไม่ออกอยู่แล้ว ว่า จะดำเนินไปทิศทางใด และยิ่งเกิดความรุนแรงมากขึ้น ก็มองไปที่อนาคตก็ยิ่งมืดมัว เราหวังว่าหลังช่วงปีใหม่จะมีการเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติได้ ดังที่หลายฝ่ายพยายามอยู่ในขณะนี้ หาไม่แล้ว สิ่งที่กำลังรอคนไทยอยู่ข้างหน้า คือ ความไม่แน่นอนจากการขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น









