วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สิ่งที่คาดหวังจาก กกต. (หาก) มีการจัดการเลือกตั้ง

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความเห็นแตกต่างอย่างมาก บทความชิ้นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อสารเรื่อง การควบคุม กำกับ และดูแลการเลือกตั้ง

ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแข่งขันด้านนโยบาย

หากสอบถามประชาชนทั่วไปว่า ห่วงใยประเด็นใดหากมีการเลือกตั้ง ผู้เขียนคิดว่า ประเด็นเรื่องพฤติกรรมการซื้อขายเสียง จะเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง เท่าที่จำความได้เคยมีข่าวเรื่องการซื้อขายเสียงแบบยกเขต จนกระทั่งการตัดสิทธิ การให้ใบแดงต่างๆ เพราะเหตุแห่งการขายเสียง แต่เมื่อเวลาผ่านไปข่าวคราวเรื่องการลงโทษผู้ขาย-ผู้ซื้อเสียงกลับเลือนหายไป และการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยชี้ให้เห็นโทษและภัยจากการขายเสียงนั้น ยังไม่ทั่วถึงนัก

นอกจากนั้นการเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมาในสายตาของผู้เขียนนั้น พบว่ามีการแข่งขันทางนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ มาก และมีนวัตกรรมทางนโยบายมากมาย แต่ที่น่าเสียดายที่สุด คือ การที่ กกต. ปล่อยให้มีการซื้อขายเสียงผ่านนโยบายจำพวกกำหนดจำนวนเงิน เช่น จำนำข้าว 15,000 บาท ค่าแรง 300 บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น คำถามสำคัญคือนโยบายเหล่านี้แตกต่างจากการซื้อ-ขายเสียงหรือไม่ โดยส่วนตัวผมไม่เห็นความแตกต่าง

ผู้เขียนเห็นว่า ประชาชนไทยสมควรมีการเรียนรู้จากอดีต ทั้งในแง่ของนโยบายที่จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี (แต่นักการเมืองชอบ) หรือผู้กำกับดูแลการเลือกตั้ง “มองไม่เห็น” หรือ “ไม่คาดการณ์ปัญหา” ทั้งที่นักวิชาการหลายสาขาออกมาเตือนถึงภัยของนโยบายประเภทประชานิยมที่ขาดความรับผิดชอบ และนโยบายดังกล่าวเป็นเส้นบางๆ ของการซื้อ-ขายเสียง ที่ทุกคนเห็นพ้องว่าเป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นภัยต่อประชาธิปไตย

คำถามคือ กกต. เรียนรู้จากอดีตถึงการ “ห้าม” มีนโยบายประเภทกำหนดจำนวนเงิน หรือนโยบายที่มอมเมาประชาชนหรือไม่อย่างไร ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ กกต. ต้องออกกฎเกณฑ์ห้ามการนำเสนอนโยบายในลักษณะดังกล่าว และกำหนดโทษหากมีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองฝ่าฝืน

ทำไมผมเห็นว่านโยบายประเภทกำหนดจำนวนเงินเป็นฐานความผิดเดียวกันประเภทซื้อ-ขายเสียง ลองคิดตามดังนี้ กรณีแรก นักการเมือง ก. บอกประชาชนว่า หากลงคะแนนเลือกตนเอง จะมีการจ่ายเงินทีหลังเป็นจำนวนเงินคนละ 1,000 บาท (เป็นสัญญาว่าจะให้) หากกรณีนี้ผิดกฎหมาย คำถามคือ จำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 15,000 บาท ก็ผิดกฎหมายเช่นกัน เพราะมีตรรกะเดียวกัน

กรณีที่สอง นักการเมือง ข. จ่ายหัวคะแนน เพื่อให้ประชาชนลงคะแนนให้ตัวเอง จ่ายไปคนละ 1,000 บาทและข่มขู่ว่าหากไม่เลือกอาจมีปัญหา (เป็นการซื้อเสียงชัดแจ้งและข่มขู่) หากกรณีนี้ผิดกฎหมาย คำถามคือ ชาวนาที่ได้รับใบประทวนแล้วแต่ยังไม่ได้เงิน ได้รับข่าวว่าหากไม่ลงคะแนนให้พรรคหนึ่งจะไม่ได้รับเงิน ก็ผิดกฎหมายเช่นกัน เพราะมีตรรกะเดียวกัน

แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ในมาตรา 181 จะกำหนดขอบเขตของการรักษาการของคณะรัฐมนตรี ที่ให้ทำได้ตามขอบเขตของกฎหมาย แต่ความในมาตรานี้ อาจจะใช้ไม่ได้กับกลไกบางอย่าง ของการดำเนินโครงการในเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่มีการลงทุนไปบางส่วน มีการตกลงกัน มีการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมพิเศษโดยชายชุดสูทไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 และจะมีการโยกเงินจากงบประมาณและเงินกู้ ซึ่ง กกต. สมควรที่จะเข้าใจกระบวนการดำเนินงานดังกล่าว เพื่อให้การปฏิบัติตามมาตรา 181 แห่งรัฐธรรมนูญสมดังความมุ่งหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่า 700 ล้านบาทที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปก่อนยุบสภานั้น ไส้ในโครงการเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการต่างๆ และมีผู้ได้ผลประโยชน์แฝงไปจำนวนหนึ่ง การประชาสัมพันธ์และดำเนินการต่างๆ อาจมีส่วนผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา และผิดกฎหมายการเลือกตั้ง

ในภาวะที่มีความเห็นแตกต่างอย่างรุนแรงนั้น การทำหน้าที่ของ กกต. สำคัญมาก (หากมีการเลือกตั้ง) เพราะหากมีการกำหนดนโยบายที่ไม่ควรทำ และดำเนินการ ผลเสียทางเศรษฐกิจและสังคมจะตกแก่ประเทศไทยดังเช่น โครงการจำนำข้าว และโครงการประชานิยมต่างๆ ดังที่ทราบถ้วนทั่วกัน