แม้บรรยากาศโดยรวมจะอึมครึม จากทั้งเหตุบ้านการเมือง รวมถึงทิศทางเศรษฐกิจ ที่มองไปข้างหน้าแล้วยังขมุกขมัวเพียงใดก็ตาม
แต่ในที่สุดเราก็เดินกันมาถึงปลายปีงูเล็กกันแล้ว หลายคนคงหายใจหายคอกันโล่งขึ้นบ้าง จากสารพัดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีมะเส็งนี้ สุขก็เก็บไว้เป็นกำลังใจ ไอ้ที่ทุกข์ก็โยนทิ้งๆ มันไปอย่ายึดไว้ แล้วมาเริ่มต้นใหม่ ตั้งหน้าตั้งตารับความคึกคักที่กำลังจะเข้ามาในปีมะเมียนี้กันดีกว่า
เมื่อต้นปี 2556 ที่ผ่านมาเรากังวลกันถึงภาระหนี้ของคนไทย ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากแรงกระตุ้นง่าย ๆ ของภาครัฐที่หวังใช้เครดิตหรือความน่าเชื่อถือทางการเงินของเรา ๆ ท่าน ๆ ผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัว ทั้งที่ภาระหนี้เหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว และภาครัฐไม่ได้มาร่วมรับผิดชอบในการผ่อนชำระรายเดือนให้แม้แต่น้อย
มีการคาดการณ์ว่าระดับหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 80% ของจีดีพีในสิ้นปีนี้ จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปในอีก 3 ปีข้างหน้าไปถึงระดับ 82% ของจีดีพี โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตได้ช้ากว่าการเติบโตของหนี้ภาคครัวเรือนเช่นนี้
แน่นอนค่ะ ดิฉันไม่ได้อยากพูดเรื่องเครียดในเทศกาลแห่งความสุขที่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้ แต่ต้องการเสนอคัมภีร์ฉบับเล็กๆ สำหรับการเตรียมความพร้อมกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้นอยู่นั้น หากมองเฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินในระบบ ไม่รวมธนาคารเฉพาะกิจ จะพบว่าหนี้เสียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้จะไม่ได้เร่งตัวจนน่ากังวลต่อระบบเศรษฐกิจ และเกิดขึ้นในกลุ่มเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือน แต่จากการพูดคุยกับนายแบงก์หลายแห่ง พบว่าบรรดาธนาคารพาณิชย์กำลังเข้มงวดในการให้สินเชื่อ ด้วยการปรับปรุงเครื่องมือหรือระบบการอนุมัติสินเชื่อกันแล้ว
ข้อมูลหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มเข้าไปจับและนำมาใส่ในปัจจัยคำนวณคะแนนความเสี่ยงกับลูกค้าที่มาขอสินเชื่อ ก็คือพฤติกรรมการชำระหนี้ของเรา ๆ ท่าน ๆ ในช่วง 6-12 เดือนที่ผ่านมาที่มีกับทุก ๆ ธนาคารหรือ Behavior Score ว่าที่ผ่านมาลูกหนี้มีการค้างชำระหรือชำระล่าช้าบางเดือน ที่เรียกว่าภาวะ “ฟันหลอ” ขึ้นบ้างหรือไม่ หากมีแล้วละก็ ลูกค้ากลุ่มนี้จะกลายเป็นลูกค้าสีเทาที่มีคะแนนต่ำหรือต้องจับตาเป็นพิเศษโอกาสได้สินเชื่อก็น้อยลง หรือถ้าโชคดีได้รับการอนุมัติก็อย่าหวังว่าจะได้เงื่อนไขที่ดี
เปรียบไปแล้วเหมือนตะแกรงร่อนแป้งที่แบงก์สานให้มีตาถี่มากขึ้น ลูกหนี้ที่หลุดรอดมาได้จะน้อยลง และตะแกรงนี้นอกจากจะตาถี่แล้วยังจะทำงานถี่ขึ้นด้วย เพราะแบงก์จะเรียกข้อมูลลูกค้ามาทบทวนทุกเดือน โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคลที่เดิมลูกค้าจะได้รับวงเงินหมุนเวียน สามารถเบิกใช้และชำระคืนไปเรื่อย ๆ ในวงเงินเดิม แต่ในอนาคตแบงก์อาจระงับวงเงินได้ทันที หากพบว่าภาระหนี้กับแบงก์อื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นเกินระดับปลอดภัยหรือสูงกว่า 40% ของรายได้ หรือพบว่าเป็นเอ็นพีแอลกับบางธนาคาร จึงไม่น่าแปลกใจเลยถ้าปีหน้าจะเป็นปีที่พวกเราจะเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น
เมื่อมองไปในภาวะที่เศรษฐกิจอึมครึมเช่นนี้แล้ว ผู้ที่มีแผนจะสร้างหนี้ ไม่ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ขอให้เป็นการสร้างหนี้ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต มากกว่าการกระตุ้นจากผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบหนี้นั้นเหมือนที่เกิดขึ้นในปีก่อน ๆ และเมื่อจำเป็นต้องกู้แล้วการเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองเป็นเรื่องจำเป็น ใครที่เคยมีพฤติกรรม 2 เดือนชำระทีก็เลิกเสียเถิด ปรับลดภาระหนี้ทุกอย่างที่มีให้ต่ำกว่า 40% ของรายได้เพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธสินเชื่อ หรือเข้าถึงสินเชื่อด้วยเงื่อนไขดีที่และต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป
สุดท้ายนี้ขอสวัสดีปีใหม่ และหวังว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งสุขภาพกาย สุขภาพใจและสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงกันเช่นเคยทุกท่านค่ะ









