นักการเมืองทุกพรรคก็โกงกันทั้งนั้น ทำไมตั้งป้อมไล่แต่ทักษิณคนเดียว พวกนี้ถูกสุเทพหลอกใช้แท้ๆ คนจำนวนหนึ่งอาจตั้งคำถามเช่นนั้น
แต่จากการสอบถามคนที่ไปร่วมเดินขบวนขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เขาให้เหตุผลคล้ายๆ กันว่า
1. มีการคอร์รัปชันกันอย่างโจ๋งครึ่ม โดยไม่สะทกสะท้านต่อการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน
2 .เป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ อำนาจอยู่ในมือคนตระกูลเดียว
3. พ.ต.ท.ทักษิณมีเงินมากจนสามารถซื้อได้ทั้งประเทศ ส.ส. ส.ว. และข้าราชการ ให้ทำตามคำสั่งของตน
4. นักการเมืองอื่น เมื่อถูกศาลตัดสินให้จำคุก ต่างหนีคดีแล้วยอมรับชะตากรรม แต่ พ.ต.ท.ทักษิณกลับไม่ยอม
5. มีคดีปริศนาที่สร้างความเคลือบแคลงให้ผู้คนมากมาย เช่น สินบนถุงขนม 2 ล้าน ท่อน้ำเลี้ยง ชายชุดดำ และการจาบจ้วงสถาบัน
คนส่วนใหญ่บอกว่า เขาได้ยินเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว ได้แต่กล้ำกลืนรับสภาพไป จนเมื่อมีการผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย กลายเป็นชนวน ทำให้เรื่องต่างๆ ในใจพรั่งพรูออกมา คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเพียงผู้ที่ถูกอุปโลกน์ให้ทำหน้าที่เป็นแกนนำเท่านั้น เวลานี้ต่อให้คุณสุเทพไม่อยู่ ก็ไม่อาจหยุดกระแสปฏิรูปได้เสียแล้ว
หากพิจารณาจากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมา จะเห็นว่ามีพื้นฐานมาจากการซื้อเสียง หรือการกระทำทุกทางเพื่อให้ได้อำนาจเข้ามาแสวงหาประโยชน์ ดังนั้น ผู้เขียนขอเสนอแนวทางแก้ปัญหาระยะยาวดังนี้
1. การคอร์รัปชันถือเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง ถ้าขจัดการคอร์รัปชันได้ ก็จะไม่มีการซื้อเสียง ไม่มีการรวบอำนาจไว้ที่คนคนเดียว ไม่เกิดนโยบายประชานิยมสุดกู่ ดังนั้น ต้องแก้ปัญหานี้แบบเด็ดขาด เบ็ดเสร็จ โดยกำหนดโทษให้รุนแรง เช่น การทุจริตเงินทุก 10 ล้านบาท ให้จำคุกเพิ่มขึ้นอีก 1 ปี หากทุจริตถึง 200 ล้านบาทให้ยึดทรัพย์และจำคุกตลอดชีวิต คดีคอร์รัปชันต้องไม่มีอายุความ ไม่สามารถใช้สิทธิ์ขออภัยโทษได้ ผู้ที่ถูกพิพากษาจนถึงที่สุด ต้องออกจากราชการหรือไม่สามารถสมัครเป็นนักการเมืองทุกระดับได้อีกตลอดชีวิต
ขณะเดียวกันเพื่อตัดวงจรอุบาทว์ ผู้ให้สินบนหรือเงินใต้โต๊ะ ก็ให้ลงโทษในระดับเดียวกัน และถ้าเป็นนิติบุคคลแล้วกระทำผิด ผู้มีอำนาจลงนาม ต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางอาญา (เพื่อกันไม่ให้ผู้ถือหุ้นที่ไม่รู้เห็นต้องสูญเสียเงินลงทุนไปด้วย)
สำหรับนักการเมืองที่สังกัดพรรค การรับเงินอื่นใดนอกเหนือจากเงินเดือน หากเกินกว่า 1 หมื่นบาท ต้องทำบัญชีแสดงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสมอ ผู้ใดมีเจตนาหลีกเลี่ยง ก็ให้ใช้เกณฑ์ของ ป.ป.ช. ลงโทษโดยเงินอุดหนุนของพรรค ต้องไม่เกิน 50%ของเงินเดือนเสมอ
การอ้างว่า จะทำให้ไม่มีคนกล้าเข้ามาเป็นข้าราชการและนักการเมืองอีก ผู้เขียนเห็นว่า มีองค์กรไม่แสวงหากำไรมากมาย ไม่ว่าสมาคมหรือ สภาธุรกิจต่างๆ ล้วนมีคนมีความรู้ มีชื่อเสียง ต่างแย่งกันเสนอตัวเข้าไปทำงาน เพราะสามารถสร้างผลงาน สร้างบารมี เพื่อทำงานในภาคเอกชนได้ต่อไป ขอจงมีความเชื่อมั่นว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี อย่าไปเชื่อข้ออ้างต่างๆ ที่นักการเมืองยกมาเพื่อยังประโยชน์ให้กับตนเอง
ขณะเดียวกันต้องมีการปรับปรุงผลตอบแทนให้ข้าราชการ เพื่อให้สามารถดึงคนมีความสามารถเข้ามาทำงาน โดยต้องให้เงินเดือนและสวัสดิการใกล้เคียงกับภาคเอกชน ผู้เขียนเคยถามเพื่อนชาวฮ่องกงว่า ทำไมไม่ทำงานภาคเอกชน เขาตอบว่า งานราชการและงานเอกชนไม่แตกต่างกันไม่ว่ารายได้หรือสวัสดิการ
หากเราสามารถประหยัดเงินที่รั่วไหลจากการคอร์รัปชันได้ เงินเหล่านี้จะมากกว่าเงินที่ต้องไปเพิ่มให้ข้าราชการหรือเงินเดือนของ ส.ส. อีกหลายเท่า ค่อยๆ ปรับตามเงินที่ประหยัดได้จนข้าราชการมีรายได้ใกล้เคียงเอกชน ทำได้เช่นนี้ จะมีเสียงสนับสนุนจากข้าราชการให้ปฏิรูปอีกเป็นจำนวนมาก
โดยทั้งหมดนี้ สามารถปฏิบัติได้จริง ขอให้ดูแบบอย่างฮ่องกงที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน แต่ปัจจุบัน ฮ่องกงและสิงคโปร์ล้วนมีชื่อเสียงเรื่องความโปร่งใสระดับโลก ซึ่งเรื่องระบบนี้ ทางองค์การต้านคอร์รัปชัน ได้มีการวางแนวปฏิบัติไว้เรียบร้อยแล้ว ขึ้นกับเราจะนำมาบังคับใช้หรือไม่เท่านั้นเอง
2. การคัดสรรคนเข้ามา สำหรับข้าราชการการเมือง ให้มีการตั้งรางวัลนำจับผู้ซื้อเสียง เพื่อสกัดกั้นคนที่ตั้งใจเข้ามาแสวงหาประโยชน์อันมิชอบ โดยผู้ชี้ช่องจะได้รับเงิน 50,000 บาท ต่อคน เงินส่วนนี้ให้ทางคณะกรรมการเลือกตั้งเก็บจากผู้ซื้อเสียง ส่วนข้าราชการที่เข้ามาโดยการซื้อตำแหน่ง ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับเงิน 50,000 บาท จากผู้รับสินบน
นอกจากนี้ ควรกำหนดให้ผู้นำสูงสุดของแต่ละองค์กร ไม่ว่ารัฐบาลหรือผู้นำท้องถิ่น จะสามารถดำรงตำแหน่งได้สูงสุด 2 สมัยเท่านั้นในช่วงชีวิตของตน และในกรณีนี้ให้ถือว่าสามีและภรรยาเป็นเสมือนบุคคลเดียวกัน เพื่อลดการผูกขาด และกระจายโอกาสให้คนอื่นๆ บ้าง
3. การปลูกฝังทัศนคติต่อการโกง เราต้องปลูกฝังเยาวชนให้รังเกียจการคอร์รัปชัน โดยกำหนดให้มีเนื้อหาอย่างน้อย 1 บทในแบบเรียนตั้งแต่ชั้นประถมที่ 4 เป็นต้นไป ป.4-6 มีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องความซื่อสัตย์ และรูปแบบของการทุจริต ม.1-3 เป็นเรื่องการคอร์รัปชัน การซื้อเสียงและบทลงโทษ ม.4-6 เป็นเรื่องการฟอกเงิน และกฎหมายคอร์รัปชันในประเทศต่างๆ หากวางรากฐานได้เช่นนี้ คนรุ่นใหม่จะปฏิเสธการทุจริตพร้อมเป็นหูเป็นตาให้กับสังคมได้เป็นอย่างดี
4. การตรวจสอบการทุจริตให้เข้มข้นขึ้น เป็นเรื่องตลกร้าย ว่า ขณะที่สังคมพัฒนาไปไกล ทั้งจำนวนผู้คน ธุรกรรมและปริมาณเงินที่หมุนเวียน แต่เรากลับผลิตบุคลากรด้านตุลาการไม่ทัน เรามักอ้างว่าจะไม่ได้คุณภาพ แต่ผู้เขียนกลับมองว่า การที่เราขาดแคลนผู้พิพากษา ยิ่งทำให้สังคมเสื่อมทรามลง ถ้าเราเห็นปัญหาแล้วตั้งเป้าในการผลิตบุคลากรจริงๆ น่าจะทำให้ผลิตบุคลากรได้อีกมาก
เรื่องคุณภาพ ไม่น่ามีปัญหา ผู้ที่จบใหม่หรือยังไม่มีประสบการณ์ก็ให้ตัดสินคดีมโนสาเร่ ส่วนคดีสำคัญหรือในชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ก็ยังคงให้ตุลาการอาวุโสตัดสินเหมือนเดิม การอ้างเรื่องคุณภาพของผู้พิพากษา แล้วทำให้คนโกงเกิดขึ้นเต็มเมือง เพราะตัดสินไม่ทัน ก็เป็นเรื่องที่รับไม่ได้เช่นกัน
ข้อเสนอข้างต้น ขอนำเสนอโดยไม่เห็นแก่พรรคการเมืองใด ถ้าพรรคต่างๆ เชื่อในความบริสุทธิ์ของตนจริง ต้องกล้ารับหลักการ ขอให้มาทำงานการเมืองเพื่อชาติบ้านเมืองจริงๆ จากนี้ไป รายได้ของพรรคต้องมาจากการรับบริจาคและการหาทุนที่เปิดเผยเท่านั้น ขณะที่รายได้ของ ส.ส. ส.ว. ก็ต้องมาจากเงินเดือนที่ตรวจสอบได้เป็นหลัก
หากพรรคใดชิงปฏิเสธก่อนว่าหลักการนี้ปฏิบัติไม่ได้ แสดงว่าท่านไม่ได้มีเจตจำนงในการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง ถามว่าแล้วทำไมฮ่องกง และสิงคโปร์จึงทำได้ คงได้เวลาปัดกวาดประเทศกันเสียที หมดยุคเข้ามาหากินแบบเดิมๆ แล้ว
หลักการเหล่านี้ต้องได้รับสัตยาบรรณก่อนการเลือกตั้ง และเมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้ว ภายใน 6 เดือน ต้องสามารถประกาศใช้ได้ทันที หากพรรคใดบิดพลิ้ว พวกเราต้องออกมาเดินขบวนต่อต้านให้เต็มท้องถนนเหมือนหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
และด้วยแนวทางเช่นนี้ หากพวกเราให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าเราจะอยู่สีไหน เราจะสามารถเดินเชิดหน้าได้อย่างภาคภูมิใจว่า เราไม่ได้เป็นเครื่องมือของใคร เพราะนี่คือแนวทางที่ประเทศชาติจะได้รับประโยชน์มากที่สุด
เวลานี้ เป็นช่วงโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะปฏิรูปประเทศร่วมกัน ประชาชนมีความกระตือรือร้น นักการเมืองอยู่ในสภาพถูกจำยอม สถาบันการศึกษาและนักวิชาการต่างตื่นตัวในการแสดงความคิดเห็น ถึงวันนี้ต้องขอบคุณ พ.ต.ท.ทักษิณที่ทำให้คนไทยได้คิด ได้กลับมาใคร่ครวญระบบการเมืองผุๆ ที่เราใช้มากว่า 80 ปี ถึงเวลาที่เราจะใช้คำว่า “ปฏิวัติ” กันให้ตรงความหมายเสียที เปลี่ยนระบบการเมืองโดยให้ภาคประชาชนเป็นผู้เข้ามากำหนดกฎเกณฑ์เองจริงๆ แทนที่จะให้นักการเมืองเข้ามาเขียนกติกา กติกาที่ไม่ว่าเขียนกี่สิบครั้ง ก็เปิดช่องให้พวกตนโกงอยู่ร่ำไป






