วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อากาศหนาว, การเมืองร้อน : จากเคียฟถึงกรุงเทพฯ

ผมเอาภาพจาก “จัตุรัสอิสรภาพ” (Independence Square) กลางกรุงเคียฟ เมืองหลวงยูเครน มาให้ดูเพื่อเปรียบ

กับการชุมนุมที่ “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” ถนนราชดำเนินของกรุงเทพฯ และการรวมตัวประท้วงของประชาชนที่ “สวนเสรีภาพ” (Freedom Park) กลางกรุงพนมเปญ

ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายละม้ายกัน คือ การต่อต้านรัฐบาลที่ใช้อำนาจเสียงข้างมาก กระทำการในสิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม และหากผู้นำไม่รับฟัง ไม่แก้ไข ก็กลายเป็นวิกฤติทางการเมืองอย่างที่เป็นอยู่

ที่ กรุงเทพฯ เขาเรียกร้องให้ นายกฯ รักษาการ ลาออก และให้มีการปฏิรูปก่อนหย่อนบัตรรอบใหม่

ที่พนมเปญ เขาต้องการให้นายกรัฐมนตรีจัดการเลือกตั้งใหม่ เพราะคราวที่แล้วมีการโกงกันอย่างมโหฬาร

ที่ เคียฟ เขาต้องการให้รัฐบาลเชื่อมโยงกับสหภาพยุโรป เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และเป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่จะไปตกลงกับรัสเซีย จนต้องพึ่งพาประเทศนั้นอย่างหนักหน่วง ไม่อาจจะมีนโยบายเป็นอิสระของตนเองได้

ล่าสุด จาก เคียฟ บอกว่า ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช ไปพบ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และลงนามในสัญญาที่มอสโก อุ้มชูรัฐบาลยูเครนเรียบร้อยแล้ว

อย่างนี้ แปลว่า การชุมนุมต่อต้านของฝูงชนที่นั่น ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ 21 พฤศจิกายน ก็จะยืดเยื้อต่อไป เพราะเท่ากับว่าผู้นำของตนไม่ฟังเสียงคัดค้านเลยแม้แต่น้อย

ในข้อตกลงที่ลงนามเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา รัสเซียจะ “ซื้อหนี้” ของยูเครน และจะลดราคาค่าก๊าซธรรมชาติที่ซื้อจากมอสโก เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจของยูเครนย่ำแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้

หนี้ของยูเครนที่ว่านี้สูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 450,000 ล้านบาท รัสเซียยื่นมือเข้าไปช่วยด้วยการเอาเงินจำนวนนี้ไปลงทุนใน “กองทุนสวัสดิการแห่งชาติ” ของยูเครน เพื่อลดภาระที่ต้องหาเงินมาจ่าย

อีกทั้งยังจะลดราคาค่าก๊าซที่ยูเครนซื้อจากรัสเซียจาก 400 ดอลลาร์ ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร เหลือ 268.50 ดอลลาร์เท่านั้น

เรียกได้ว่าเป็น “การทูตสมุดเช็ค” ก็คงไม่ผิดนัก

หมายความว่าผู้นำยูเครนคนนี้เลือกจะคบรัสเซีย และเมินสหภาพยุโรปหน้าตาเฉย อีกทั้งยังยอมรับด้วยว่าไม่อาจจะทานแรงกดดันของปูตินได้

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลยูเครนได้เจรจากับสหภาพยุโรป เพื่อทำข้อตกลงเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจมาหลายปี

อยู่ดีๆ ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช ก็เปลี่ยนใจ บอกว่าคบรัสเซียดีกว่า

นั่นคือ จุดเริ่มต้นของการชุมนุมใหญ่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บและความรู้สึกที่ร้อนรุ่มของผู้คนในประเทศนั้น

ปูติน เล่นการเมืองแบบลูกทุ่ง เขายืนยันว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตนั้น จะต้องคบหากับมอสโกใกล้ชิดกว่าสหภาพยุโรป หาไม่แล้ว ก็จะต้องเจอกับการบีบคั้นทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจอย่างช่วยไม่ได้

เพราะว่าหลักคิดของปูติน คือ หากประเทศรอบๆ รัสเซียปันใจให้คนอื่น ที่รัสเซียมีความสงสัยคลางแคลงใจในเจตนาต่อมอสโก ก็ต้องถือว่าเป็นศัตรูกัน และรัสเซียจะไม่ยอมให้เพื่อนบ้านคนไหนเป็นศัตรู หรือหากชาติไหนคิดจะเอาใจออกห่างลูกพี่ใกล้บ้าน ก็จะได้เห็นดีกัน

การเมืองยูเครน มีการแบ่งขั้วกันรุนแรง ประชาชนส่วนหนึ่งสนับสนุนให้รัฐบาลแนบแน่นกับรัสเซีย แต่อีกส่วนหนึ่งต้องการให้มีความสัมพันธ์สนิทแน่นกับสหภาพยุโรป เพื่อถ่วงดุลอิทธิพลของรัสเซียมากกว่า

หลังจากที่กลุ่มประท้วงรัฐบาลมาปักหลักชุมนุมกลางเมือง มาเป็นสัปดาห์ที่สี่ ก็มีกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลออกมารวมตัวกันต่อต้านฝ่ายประท้วง

โอกาส “ม็อบชนม็อบ” ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะหากผู้นำยูเครนเตรียมการจะสลายการชุมนุม ที่จัตุรัสกลางเมือง ซึ่งอาจจะเกิดเป็น “สงครามกลางเมือง” ขึ้นเมื่อใดก็ได้

ปรากฏการณ์ “อากาศหนาว การเมืองร้อน” จึงเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งที่ เคียฟ, กรุงเทพฯ, และ พนมเปญ