นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขานรับข้อเสนอในเรื่องการปฏิรูปทางการเมือง โดยจะให้มีการหารือจากทุกภาคส่วน
เพื่อหาแนวทางการปฏิรูป แต่ขณะเดียวกันก็ยังยืนยันเรื่องการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ. 2557 อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ปฏิเสธเข้าร่วมด้วย เช่นเดียวกัน กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความขัดแย้งที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ แต่ประเด็นที่เห็นร่วมกัน คือ ทุกฝ่ายยอมรับว่ามีความจำเป็นต้องปฏิรูปการเมือง เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพียงแต่ยังไม่เห็นพ้องในหลายประเด็น ซึ่งหากฟังคำแถลงของนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ยังยืนยันให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตามกำหนดเวลาเดิม ในขณะที่กระบวนการปฏิรูปนั้นสามารถทำคู่ขนานกันไปได้ โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุนทุกด้าน ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกันกับการประชุมหัวหน้าส่วนราชการเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา
ส่วนท่าทีของ กปปส. นั้น ดูเหมือนว่ายังยืนยันในข้อเสนอเดิม กล่าวคือ ต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออก จากนั้นมีการแต่งตั้งคนกลางขึ้นมาบริหารประเทศ เพื่อดำเนินกระบวนการปฏิรูป ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และอาจต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะต้องการปฏิรูปหลายส่วน ไม่เพียงแต่เรื่องการเมืองอย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมถึงโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่ กปปส. เห็นว่ามีปัญหา เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวคือ เป็นการปฏิรูปสังคมครั้งใหญ่ ไม่จำกัดเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น
หากติดตามความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มต่างๆ ที่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นองค์กร เราจะเห็นว่ามีความต้องการให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองเช่นกัน โดยเฉพาะองค์กรทางภาคธุรกิจดูเหมือนว่าต้องการให้มีความชัดเจนที่สุด ว่าการเมืองจะเดินไปอย่างไรในอนาคต เพราะมองว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจ จนยากที่จะประเมินค่าได้ นอกจากจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนแล้ว ยังส่งผลให้เกิดความล่าช้าและกระบวนการพัฒนาสะดุดลง ซึ่งเป็นโอกาสที่เสียไปจากความขัดแย้งทางการเมือง
จากท่าทีของรัฐบาล โดย นางสาวยิ่งลักษณ์ ท่าทีของ กปปส. หัวหน้าส่วนราชการ ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่กลุ่ม นปช. มีข้อสรุปได้ว่า ทุกกลุ่มเห็นด้วยกับการปฏิรูปการเมือง ส่วนขั้นตอนการปฏิรูปและรูปแบบของกระบวนการปฏิรูป จะเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อไป เราเชื่อว่า หากทุกฝ่ายมุ่งหวังให้สังคมไทยพัฒนาทางการเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยไม่นึกเพียงแค่ผลประโยชน์ที่เกิดจากการได้อำนาจรัฐเพียงอย่างเดียวนั้น แนวทางการปฏิรูปก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ในการเดินไปข้างหน้า
เราเห็นว่า ประเด็นเนื้อหาและประเด็นปัญหาไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย เพราะก่อนหน้านั้นมีการถกเถียงกันมามากเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการปฏิรูปโดยเร่งด่วนสำหรับสังคมไทย ซึ่งมีเวทีการถกเถียงมากมายในช่วงที่ผ่านมาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ปัญหาอยู่ตรงการปฏิบัติเท่านั้น ซึ่งเราเห็นว่า ขณะนี้เรื่องใหญ่ที่สุด คือ การเริ่มต้นของกระบวนการปฏิรูป ว่าจะทำอย่างไรที่จะเดินหน้าได้โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม และผลสรุปเป็นอย่างไรก็ต้องเดินตามนั้น ดังนั้น ปัญหาใหญ่ที่สุดในขณะนี้ ก็คือ เราจะเริ่มนับหนึ่งตั้งกรรมการปฏิรูปกันอย่างไร









