วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

การกดดันเหนือเวหาเอเชียตะวันออก

แข่งกันออกมาประกาศขยายเขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defence Identification Zone - ADIZ) ของจีนกับเกาหลีใต้อาจนำภูมิภาคนี้ไปสู่

ความตึงเครียดรอบใหม่ก็จริง แต่นี่คือการพยายามผ่าทางตันของความอึมครึมในกติการะหว่างประเทศด้วยกติการะหว่างประเทศ ถ้าไม่เล่นเกมแรงวันนี้ อาจมีเกมปะทะของจริงในวันหน้าได้ การเกาะเกี่ยวประลองเชิงในท่าทีที่ไม่ยอมรับของสหรัฐ ฯ และญี่ปุ่น เมื่อมองอีกมุมแล้วก็คือภาพขยายของการพยายามจะต่อรองแบบหนึ่ง ซึ่งก็อาจจะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์แบบเดียวกับที่ค่ายโลกเสรีกับโลกคอมมิวนิสต์เล่นเกมขยายนิวเคลียร์เมื่อ 40 ปีก่อนก็เป็นได้

เมื่อมองแวบแรก การที่จีนจู่ๆ ก็ขยาย ADIZ ออกมาให้ครอบคลุมหมู่เกาะ Senkaku/Diaoyu นั้นไม่น่าจะเป็นการกระทำที่ฉลาดเลย เพราะเท่ากับหาเรื่องให้ต้องบังคับอากาศยานของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะญี่ปุ่นให้ยอมรับความเหนือกว่าของจีน นั่นคือจะผ่านพื้นที่ก็ต้องแจ้งขออนุญาตทางการจีนเสียก่อน ซึ่งในกรณีนี้ไม่น่าที่จะบังคับประเทศที่มีศักดิ์ศรีอย่างญี่ปุ่นได้ ยิ่งญี่ปุ่นคือตัวจริงที่กำลังอารักขาหมู่เกาะนี้อยู่ การประกาศของจีนก็ไม่สามารถฉกเกาะคืนไปอารักขาได้ แล้วจะหาเรื่องเสื่อมเกียรติไปทำไม ยิ่งเวลานี้เกาหลีใต้ประกาศเขตเอาบ้าง ทับเขตเกาะ Suyan/Leodo ก็อาจเจอปัญหากับเกาหลีใต้อีก

ปัญหาระหว่างจีนกับเกาหลีใต้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครสังเกตนัก อาจเพราะปัญหาระหว่างสองชาตินี้กับญี่ปุ่นบดบังเรื่องอื่นไปเสีย แต่คนเกาหลีใต้จำนวนไม่น้อยยังไม่ลืมเรื่องในอดีตที่ยังสับสนอยู่ว่าอาณาจักรโบราณบางแห่งเป็นของใครกันแน่ อิทธิพลจีนในเกาหลีมีมากไปหรือไม่ และเรื่องในปัจจุบันที่จีนอยู่ข้างเกาหลีเหนือเกินไปและพื้นที่ทับซ้อนระหว่างกันในยุคที่สินในน้ำเป็นของที่รัฐบาลโซลก็มีขีดความสามารถไม่น้อยหน้าใครในการแสวงหา ขณะที่จีนซึ่งเคยมองเกาหลีใต้แบบไทยมองลาวก็มีผู้เห็นว่าท่าทีคนรุ่นใหม่ของประเทศนี้มั่นใจในตนเองมากไป

ปัญหาระหว่างจีนกับญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 55 นั้นน่าหนักใจกว่ามาก เพราะญี่ปุ่นมาฟอร์มใหม่ไม่ยอมจีนอีกต่อไปแล้ว เดิมทีปัญหาระหว่างจีนกับญี่ปุ่นแทบทุกครั้งที่เกิดขึ้น ญี่ปุ่นมักจะยอมอ่อนให้ก้าวหนึ่งเสมอ แม้แต่ตอนที่เดินขบวนปนเผาหนักๆ ที่เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งและอีกหลายเมืองเมื่อหลายปีก่อน รัฐบาลโตเกียวก็ไม่กร้าวใส่จีน อาจเพราะความรู้สึกผิดบาปที่ค้างอยู่ในใจสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งจีนก็อาศัยจุดอ่อนนี้กระหน่ำย้ำแผลอยู่เนืองๆ ส่วนหนึ่งญี่ปุ่นก็ผิดจริง ประเภทพยายามจะแก้ตำราเรียนหรือแสดงการเคารพอาชญากรสงครามระดับ A ที่ศาลยาสุกุนิ แต่บางครั้งก็พูดยากอย่างเรื่องอธิปไตยเหนือเกาะเซ็นกากุ ยิ่งจีนแสดงท่าทีกร้าวใส่ญี่ปุ่นมากขึ้น คนญี่ปุ่นก็เริ่มหนุนให้รัฐบาลของตนทำตัวให้เข้มแข็งสมค่าประเทศกำลังอำนาจหนึ่งของโลก ทำให้ในรอบสองสามปีมานี้ญี่ปุ่นทำอะไรในเชิงไม่ง้อจีนมากขึ้น เช่น เร่งพัฒนากำลังรบขั้น state-of-the-art ทั้งเรือรบและระบบป้องกันภัยทางอากาศ มีการขู่ถึงขั้นจะสอยโดรนจีนหากล่วงล้ำเข้าเขต ร่วมมือกับฟิลิปปินส์ที่มีปัญหาหัวอกเดียวกัน คือ อธิปไตยทางทะเลกับจีนถึงขั้นจะให้อาวุธยุทโธปกรณ์ ส่วนด้านอื่นๆ ก็ไม่ง้อจีนเลย เช่น ไม่มีนักท่องเที่ยวก็ไปเกี้ยวอาเซียน เป็นต้น วิเทโศบายด้านความมั่นคงเชิงรุกเช่นนี้ทำให้รัฐบาลปักกิ่งหนักใจ แต่จะอ่อนบ้างก็เสียเชิง โวหารก็ว่ากันไป แต่ต้องหาทางแก้เกมแบบใหม่

การขยายเขตป้องกันภัยทางอากาศของจีนคราวนี้ดุไปแล้ว ไม่คิดว่าจีนจะบังคับใช้จริงจังนัก เพราะสหรัฐ ฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ก็ลองของให้เห็นทันควัน ซึ่งจีนก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ที่จีนหวังนั้นคือการที่ทุกชาติต้องมานั่งเจรจากันอย่างจริงจังได้แล้ว ขืนไม่บังคับด้วยกติกา (ที่แม้ตนเองจะเขียนฝ่ายเดียว) ก็ไม่มีประเด็นนำที่ต้องเจรจา ต่างฝ่ายต่างพัฒนากำลังรบและกระบวนการรักษาความมั่นคงของตัวไป อุบัติเหตุก็อาจเกิดขึ้นได้ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สหรัฐ ฯ ให้ความกังวลสูงสุดเกี่ยวกับการพัฒนาขีดความสามารถแบบกึ่งปิดบังของจีน งบกลาโหมไม่ตรงกับที่เปิดเผย วางกำลังเรือในพื้นที่ที่ไม่แจ้งชัดทั้งในพื้นที่ทับซ้อนและน่านน้ำเสรี ซึ่งเรืออเมริกันก็ล่องเป็นว่าเล่น เกิดสวนชนขึ้นมาจะทำอย่างไร ยิ่งในรอบไม่กี่ปีมานี้ จีนพัฒนาแสนยานุภาพทางทหารเร็วมาก และกระตุ้นให้ชาติอื่นโดยรอบเร่งเครื่องตาม การซ้อมรบในหมู่พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ต้านจีนก็ทวีจำนวนมากขึ้นตามความแข็งกร้าวของจีนในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป แม้แต่จีนคงบังคับวิถีไม่ได้

ในอดีตยุคสงครามเย็น คนเคยวิตกว่าอเมริกากับโซเวียตแข่งขันสร้างหัวรบนิวเคลียร์ มากมายมหาศาล สามารถระเบิดโลกได้ไม่รู้กี่ใบ ไม่รู้จะสร้างไปหาอะไร แต่ท้ายที่สุดก็ด้วยความเกรงจะยิงกันเละคาปุ่ม ทั้งสองฝ่ายค่อยๆ หันหน้ามาเจรจากัน ถึงจะไม่สามารถลดอาวุธร้ายแรงจนโลกปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ก็เปลี่ยนแปลง แม้จะใช้เวลาอยู่บ้าง

กับกรณีนี้ ความต้องการของแต่ละฝ่ายยังไม่บรรลุ ความไม่ไว้วางใจระหว่างกันยังมีอยู่สูง ญี่ปุ่นกำลังอยู่ระหว่างการเดินหน้าเพื่อปรับแก้ดุลทางยุทธศาสตร์ในเอเชียแปซิฟิกอย่างเต็มตัว เกาหลีใต้ก็รอใครไม่ได้ เพราะก็ระแวงทั้งจีนและญี่ปุ่น ยิ่งถ้าเกาหลีเหนือมีการพลิกผันในช่วงนี้รัฐบาลโซลก็ต้องรับภาระไปเต็มๆ สหรัฐ ฯ ก็ใช้โอกาสนี้สอดแทรกตอกลิ่มช่วงชิงอิทธิพลในภูมิภาค ขณะที่จีน ถ้าหากยังต้องการก้าวเข้าสู่การเป็นมหาอำนาจอันดับคู่กับสหรัฐ ฯ ก็ต้องทำให้ชาติเพื่อนบ้านยอมรับในฝีมือการจัดการด้านความมั่นคงมากกว่านี้ ด้วยเหตุนี้การเจรจาเพื่อให้เกิดสันติภาพบนดุลที่เหมาะกับตนเองที่สุดจึงจำเป็น เราจึงน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเร็วๆ นี้