วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักสู้คนจริงชนะด้วย ความปรองดองที่แท้

ความเป็น “ผู้ให้อภัย” และ “นักปรองดอง” ของ เนลสัน แมนเดลลา ผู้นำแอฟริกาใต้ที่เพิ่งเสียชีวิตไปในวัย 95

น่าจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับทุกฝ่ายของความขัดแย้งในประเทศไทย

เพราะเขาไม่เพียงแต่ป่าวประกาศว่า ประเทศจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ของความขัดแย้ง ที่หนักหน่วงและรุนแรงด้วยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ระหว่างคนผิวดำกับผิวขาว คนรวยกับคนจน ผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองเท่านั้น แต่แมนเดลลา ยังปฏิบัติตามถ้อยแถลงเหล่านั้นในชีวิตประจำวันอย่างจริงจังอีกด้วย

นักข่าวเคยถามเขาว่า เป็นไปได้อย่างไรที่มนุษย์คนหนึ่งซึ่งถูกข่มเหงรังแก ข่มขู่คุกคาม ถูกจำจองภายใต้กฎหมายที่เข้าข้างผู้ปกครองที่เป็นผิวขาว กล่าวหาเขาเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ตัวฉกาจ และต้องติดคุกยาวนานถึง 27 ปี จึงไม่มีร่องรอยของความเคียดแค้นชิงชัง และเมื่อมีอำนาจทางการเมืองสูงสุดในประเทศหลังการปลดปล่อยแล้ว เขากลับให้อภัยผู้ที่เคยทำร้ายและทำลายเขาอย่างน่าแปลกใจยิ่ง

แมนเดลลา ตอบว่า “ความเกลียดชังเป็นเหมือนเมฆหมอกที่บดบังความคิดความอ่านของเรา มันเป็นอุปสรรคต่อการวางยุทธศาสตร์ในการทำงาน คนเป็นผู้นำไม่อาจจะมีความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังได้...”

แน่นอน เมนเดลลา พูดเสมอว่า เขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีความเก่งกาจพิสดารกว่าใคร เพียงแต่ว่าเมื่อเขาต้องเป็นผู้นำเพื่อแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมแอฟริกาใต้อย่างร้ายแรง หากเขายังมีความรู้สึกจงเกลียดจงชัง “ศัตรู” ที่เคยอยู่คนละฟากฝั่งกับเขา เขาก็จะไม่มีพลังหรือเรี่ยวแรงที่จะผลักดันให้ประเทศไปข้างหน้าได้เลย

เขาต้องบอกตัวเองเสมอว่า เมื่อต้องสร้างสังคมใหม่จากศูนย์ เขาจะต้องไม่เอาความรู้สึกทางลบมาเป็นหลักในการพิจารณาแก้ปัญหาบ้านเมือง

คณะรัฐมนตรีที่แมนเดลลาตั้งขึ้นหลังจากได้เป็นประธานาธิบดี เป็นการผสมผสานของคนจากหลายเผ่าพันธุ์ หลากผิวสี รวมถึงหลายคนที่เคยเป็นผู้กล่าวหาเขาและจับเขาติดคุกด้วยซ้ำไป

ในพิธีปฏิญาณตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีหลังจากสูญเสียเสรีภาพไปเกือบ 30 ปี เชื่อไหมว่าเขาเชิญผู้คุมในคุกคนหนึ่งของเขามาร่วมงานวันนั้นด้วย

เขาร่วมมือทำงานกับผู้นำผิวขาวของแอฟริกาใต้ที่ชื่อ F.W. de Klerk ที่เป็นประธานาธิบดีก่อนเขาทั้ง ๆ ที่คนใกล้ชิดของเขาตั้งคำถามว่าเขาจะไว้ใจผู้นำคนละสีผิวได้อย่างไร

แมนเดลลาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับ F.W. de Klerk เพราะทั้งสองคนพร้อมจะลืมความขัดแย้งแต่หนหลัง เพื่อฝ่าข้ามปัญหาหนักอึ้งมากมายสั่งสมมาจากความผิดพลาดของหลาย ๆ ฝ่าย

หากแมนเดลล่าไม่ให้อภัย หากเขาถือว่า “แค้นต้องชำระไม่ว่าจะกี่สิบปีก็ไม่สาย” อัฟริกาใต้วันนี้ก็อาจจะเป็นแดนมิคสัญญีที่คนต่างผิวต้องเข่นฆ่ากัน ต้องปะทะกันทุกครั้งที่พบปะกัน และจะต้องขีดเส้นแบ่งเขตที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากิน และกระบวนการทางการเมืองก็จะเต็มไปด้วยการฟาดฟันกันในทุกขั้นตอน

วันนี้ แม้ว่าแอฟริกาใต้ยังมีปัญหาความยากจนและคอร์รัปชัน และ “ความฝันของการสร้างสังคมใหม่” ยังมีอยู่ในหลาย ๆ ระดับ แต่แมนเดลลาก็สามารถสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนต่างเชื้อชาติ ต่างสี ต่างหลักคิดทางการเมืองอย่างที่คนทั้งโลกต้องแสดงความชื่นชม

เพราะเขาเป็นหนึ่งเดียวของผู้นำโลก ที่สัตย์ซื่อกับการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ย่อท้อเมื่อเผชิญกับอุปสรรคนานัปการ